แอนโทรปิก(Anthropic) กำลังเตรียมขยายสิทธิ์ให้ลูกค้าองค์กรที่ใช้โมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ประสิทธิภาพสูงของบริษัท สามารถ 'เลือกตำแหน่งจัดเก็บข้อมูล' ได้มากขึ้น โดยยังคงนโยบายเก็บข้อมูลลูกค้านาน 30 วันไว้เช่นเดิม แต่ให้อำนาจควบคุมตำแหน่งจัดเก็บตกอยู่กับลูกค้ามากขึ้น
บลูมเบิร์ก(Bloomberg) รายงานว่า แอนโทรปิกกำลังเตรียมทางเลือกให้ลูกค้าองค์กรสามารถเก็บข้อมูลไว้บนโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่บริษัทลูกค้าเป็นเจ้าของเอง แหล่งข่าวรายหนึ่งคาดว่านโยบายนี้จะเริ่มใช้ภายในปีนี้ และระบุว่าแอนโทรปิกพัฒนาระบบที่เกี่ยวข้องร่วมกับลูกค้ากว่า 100 รายในอุตสาหกรรมที่มีการกำกับดูแลเข้มงวดมาระยะหนึ่งแล้ว
ก่อนหน้านี้แอนโทรปิกประกาศว่าจะเก็บข้อมูล 'อินพุตและเอาต์พุต' ของลูกค้าที่ใช้โมเดลคลอด เฟเบิล 5(Claude Fable 5) และคลอด ไมทอส 5(Claude Mythos 5) รวมถึงโมเดลประสิทธิภาพสูงที่จะออกในลักษณะเดียวกันในอนาคต เป็นเวลา 30 วัน ครอบคลุมทั้งลูกค้าองค์กรที่มีสัญญานโยบาย 'ไม่เก็บข้อมูล' (Zero Data Retention) อยู่เดิม รวมถึงองค์กรที่ใช้โมเดลผ่านคลอด เอนเทอร์ไพรส์(Claude Enterprise) และแพลตฟอร์มคลาวด์ต่างๆ
บริษัทระบุว่าจะไม่นำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ฝึกโมเดลใหม่หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากด้านความปลอดภัย แอนโทรปิกอธิบายว่าความเสี่ยงบางประเภท เช่น ความพยายาม 'เจลเบรก' โมเดลผ่านคำขอหลายครั้งต่อเนื่อง การสอดแนมที่มีรัฐหนุนหลัง หรือการขโมยข้อมูล ยากที่จะตรวจจับได้จากคำขอเพียงครั้งเดียว การเก็บข้อมูลนาน 30 วันจึงเป็นมาตรการที่ช่วยให้วิเคราะห์รูปแบบพฤติกรรมที่ปรากฏข้ามหลายคำขอได้
อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้อาจเป็นภาระสำหรับลูกค้าองค์กรบางราย โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่มการเงิน สาธารณสุข ความปลอดภัยไซเบอร์ และโครงสร้างพื้นฐานคริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งมักตรวจสอบตำแหน่งจัดเก็บ สิทธิ์การเข้าถึง และกำหนดเวลาลบข้อมูลที่ป้อนเข้าสู่บริการ AI ภายนอกตั้งแต่ขั้นตอนทำสัญญา ทางโตเกนโพสต์เคยรายงานว่า นโยบายเก็บข้อมูลอาจมีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการของลูกค้าองค์กร มาก่อนแล้ว
นโยบาย 'ไม่เก็บข้อมูล' (Zero Data Retention) หมายถึงแนวทางที่บริษัทไม่เก็บข้อมูลอินพุตและเอาต์พุตของลูกค้าไว้หลังให้บริการเสร็จสิ้น สำหรับตลาด AI ระดับองค์กร เรื่องที่ข้อมูลจะไปอยู่ที่ไหน มีโอกาสถูกตรวจสอบโดยมนุษย์หรือไม่ และบันทึกการตรวจสอบ (audit log) ถูกจัดการอย่างไร ล้วนเป็นเงื่อนไขสำคัญในสัญญาไม่แพ้ประสิทธิภาพของโมเดล
ขณะที่โอเพนเอไอ(OpenAI) เลือกเดินไปในทิศทางตรงข้าม โดยระบุในคำแนะนำด้านความปลอดภัยข้อมูลสำหรับองค์กรว่า จะไม่นำข้อมูลขององค์กรลูกค้าไปฝึกโมเดลพื้นฐาน และมีนโยบาย Zero Data Retention สำหรับ API ให้ลูกค้าที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไข
โอเพนเอไอยังระบุด้วยว่าจะเปิดใช้ฟีเจอร์ประมวลผลข้อมูลแบบปิด (private safety processing) ที่แม้แต่พนักงานของบริษัทก็ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลลูกค้าได้ ฟีเจอร์นี้ใช้ข้อมูลเฉพาะเพื่อสร้างคำตอบ AI ตามที่ลูกค้าร้องขอ แล้วลบทิ้งทันทีหลังใช้งานเสร็จ ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลภายในโอเพนเอไอเข้าถึงข้อมูลได้โดยตรง
ข้อมูลอาจถูกเข้ารหัสด้วยกุญแจที่ลูกค้าควบคุมเอง ทั้งกรณีจัดเก็บบนโครงสร้างพื้นฐานที่ลูกค้าเป็นเจ้าของ และกรณีใช้งานผ่านเซิร์ฟเวอร์ของโอเพนเอไอ ทางโตเกนโพสต์เคยรายงานว่า โอเพนเอไอเปิดทดลองให้บริการระบบความปลอดภัยใหม่ที่ไม่เก็บข้อมูลลูกค้าองค์กร มาก่อนหน้านี้เช่นกัน
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การหาจุดสมดุลระหว่าง 'ความปลอดภัย' กับ 'ความลับของข้อมูล' แอนโทรปิกยืนยันว่าการเก็บข้อมูลไว้ช่วงหนึ่งเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันการนำโมเดลประสิทธิภาพสูงไปใช้ในทางที่ผิด ขณะที่โอเพนเอไอเลือกชูฟีเจอร์จำกัดการเข้าถึงข้อมูลลูกค้าและการลบข้อมูลทันทีหลังใช้งานเป็นจุดขาย
ในตลาด AI ระดับองค์กร ความแตกต่างด้านนโยบายข้อมูลเช่นนี้กำลังกลายเป็นปัจจัยเปรียบเทียบที่สำคัญไม่แพ้ต้นทุนและประสิทธิภาพของโมเดล ยิ่งการใช้งานแชทบอท การเรียก API เครื่องมือเขียนโค้ด และระบบอัตโนมัติในองค์กรเพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่ การตรวจสอบด้านความปลอดภัยข้อมูลและเงื่อนไขสัญญาก็ยิ่งซับซ้อนตามไปด้วย
ประเด็นนี้ก็ไม่ต่างกันสำหรับบริษัทในประเทศไทย ยิ่งนำ AI สร้างสรรค์เนื้อหา (Generative AI) มาใช้ในงานอัตโนมัติ การเขียนโค้ด การดูแลความปลอดภัยไซเบอร์ หรือการให้บริการลูกค้ามากขึ้นเท่าไหร่ เงื่อนไขการควบคุมข้อมูลก็ยิ่งกลายเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนประสิทธิภาพของโมเดลด้วยซ้ำ
การแข่งขันระหว่างผู้ให้บริการ AI กำลังขยับจากเรื่องคุณภาพคำตอบของโมเดล ไปสู่คำถามที่ว่าข้อมูลลูกค้าจะถูกเก็บไว้ที่ไหน และใครสามารถเข้าถึงได้บ้าง สิทธิ์เลือกใหม่ของแอนโทรปิกมีแหล่งข่าวคาดว่าจะเริ่มใช้ภายในปีนี้
ความคิดเห็น 0