จีนเริ่มเปิดรับคำขอ 'เครื่องมือการเงินเชิงนโยบาย' ชุดใหม่มูลค่า 8 แสนล้านหยวน หรือราว 1.19 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 164.7 ล้านล้านวอน) เพื่อกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนและดึงสินเชื่อธนาคารเข้าสู่ระบบ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่นักวิเคราะห์ชี้ว่ากว่าเงินจะถูกเบิกจ่ายจริงต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือนหลังยื่นคำขอ
รอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่าจีนเริ่มรับคำขอเครื่องมือการเงินเชิงนโยบายจากโครงการของรัฐบาลท้องถิ่นแล้ว โดยเครื่องมือนี้ไม่ใช่สินเชื่อทั่วไป แต่เป็นกลไกจัดหาทุนกึ่งการคลังที่เข้าไปเสริมทุนโครงการก่อน จากนั้นจึงดึงสินเชื่อธนาคารและเงินทุนเอกชนเข้ามาสมทบ
รัฐบาลจีนระบุในรายงานผลการดำเนินงานของรัฐบาลเมื่อเดือนมีนาคมว่าจะออกเครื่องมือการเงินเชิงนโยบายประเภทใหม่มูลค่า 8 แสนล้านหยวน เพื่อกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน ต่อมาคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) ระบุในการประชุมเมื่อวันที่ 14 (เวลาท้องถิ่น) ว่าจะเร่งนำเครื่องมือการเงินเชิงนโยบายชุดใหม่สำหรับปี 2026 มาใช้ และเพิ่มการสนับสนุนโครงการลงทุนภาคเอกชน
สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยว่าการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม 2026 ลดลง 6.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของภาคเอกชนลดลงถึง 9.4% ส่วนอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2 อยู่ที่ 4.3% ต่ำกว่าไตรมาส 1 ที่ทำได้ 5.0%
ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานถึงความชะลอตัวของตัวเลขการบริโภคและการลงทุนของจีนในเดือนกรกฎาคม พร้อมระบุว่าตลาดกำลังจับตาความเข้มข้นของนโยบายเพิ่มเติมและความเร็วในการเบิกจ่ายงบประมาณของทางการจีน การเปิดรับคำขอเครื่องมือการเงินเชิงนโยบายครั้งนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวต่อเนื่องจากแนวโน้มดังกล่าว
เครื่องมือการเงินเชิงนโยบายรูปแบบนี้แตกต่างจากการที่รัฐบาลใช้จ่ายงบประมาณโดยตรง เพราะโดยทั่วไปจะเข้าไปเสริมสัดส่วนทุนของโครงการหรือเติมทุนเริ่มต้นให้เพียงพอ เพื่อเปิดทางให้สินเชื่อธนาคารเข้ามาต่อยอดได้
ด้วยโครงสร้างเช่นนี้ จึงยังบอกไม่ได้ว่าการลงทุนจริงจะเพิ่มขึ้นทันทีตามวงเงินที่จัดสรร เพราะรัฐบาลท้องถิ่นต้องคัดเลือกโครงการเป้าหมายก่อน จากนั้นต้องผ่านการพิจารณาจากส่วนกลาง แล้วจึงตามด้วยสินเชื่อจากสถาบันการเงินและการเข้าร่วมของทุนเอกชน กว่าจะกลายเป็นการลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริง
รอยเตอร์อ้างอิงหนังสือพิมพ์ Economic Information Daily ของทางการจีนว่าแนวทางปฏิบัติได้ถูกส่งถึงหน่วยงานท้องถิ่นแล้ว และขณะนี้รัฐบาลท้องถิ่นกำลังรวบรวมรายชื่อโครงการเป้าหมายเพื่อส่งให้ปักกิ่งพิจารณา ขณะที่ไช่ทง ซีเคียวริตีส์ (Caitong Securities) ระบุในรายงานเมื่อวันที่ 20 (เวลาท้องถิ่น) ว่ากระบวนการตั้งแต่ยื่นคำขอจนถึงการเบิกจ่ายเงินจริงอาจใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือน
หากเป็นไปตามการวิเคราะห์นี้ ผลของนโยบายอาจเห็นชัดเจนขึ้นในไตรมาส 4 มากกว่าไตรมาส 3 ซึ่งหมายความว่าผลบวกต่อความต้องการสินเชื่อและกิจกรรมการก่อสร้างภายในปีนี้อาจยังมีจำกัด
รอยเตอร์ระบุว่าเครื่องมือนี้เน้นเสริมทุนให้กับโครงการที่อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมหรือได้รับการอนุมัติเบื้องต้นแล้วเป็นหลัก มากกว่าจะเป็นกลไกสร้างความต้องการลงทุนใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการลดข้อจำกัดด้านเงินทุนของโครงการที่วางแผนไว้อยู่แล้ว
ยังมีปัจจัยที่อาจทำให้การเบิกจ่ายล่าช้าออกไปอีก ทั้งภาระหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น การพิจารณางบลงทุนที่เข้มงวดขึ้น และการขาดแคลนโครงการที่พร้อมดำเนินการจริง ซึ่งล้วนอาจจำกัดความเร็วที่เงินทุนเชิงนโยบายจะแปลงเป็นกิจกรรมการก่อสร้างจริง
โกลด์แมน แซคส์ ให้ข้อมูลกับรอยเตอร์ว่า หากเครื่องมือนี้เริ่มใช้ได้ในไตรมาส 3 อาจส่งผลบวกต่อ GDP ราว 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027 ทั้งนี้เป็นการประเมินบนสมมติฐานที่ว่าการเบิกจ่ายเงินและการเริ่มก่อสร้างโครงการต้องเกิดขึ้นตามมาด้วย
กระทรวงการคลังจีนประกาศเมื่อวันที่ 20 มกราคม (เวลาท้องถิ่น) ให้โครงการค้ำประกันสำหรับการลงทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะมูลค่า 5 แสนล้านหยวน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน โดยเป็นนโยบายแยกต่างหากจากเครื่องมือการเงินเชิงนโยบาย 8 แสนล้านหยวนชุดนี้ กระทรวงการคลังระบุว่าจะให้เงินอุดหนุนดอกเบี้ยปีละ 1.5 จุดเปอร์เซ็นต์ สำหรับสินเชื่อสินทรัพย์ถาวรใหม่ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมภาคเอกชน รวมถึงเงินทุนจากเครื่องมือการเงินเชิงนโยบายชุดใหม่ด้วย
ในมุมมองของตลาดคริปโต มาตรการนี้ไม่ใช่ปัจจัยที่ส่งผลโดยตรง แต่เป็นตัวแปรเชิงมหภาคที่สะท้อนความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจและสภาพคล่องของจีนมากกว่า ส่วนผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัลรายเหรียญ เช่น บิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH) ยังต้องติดตามควบคู่กันทั้งความเร็วในการเบิกจ่ายเงินทุนเชิงนโยบายจริง และการเปลี่ยนแปลงของความเชื่อมั่นนักลงทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง
ความคิดเห็น 0