นักเทรดรายหนึ่งที่ถือสถานะ Long ขนาดใหญ่ใน บิตคอยน์(BTC) และ อีเธอเรียม(ETH) บนแพลตฟอร์ม ไฮเปอร์ลิควิด(HYPE) ทำกำไรจากการปิดสถานะไปแล้วราว 61.72 ล้านดอลลาร์ ภายในระยะเวลา 3 วัน ตามการติดตามข้อมูลบนเชน
สำนักข่าว TechFlow อ้างอิงการมอนิเตอร์ของนักวิเคราะห์ออนเชน EmberCN ระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 05:06 น. ของวันที่ 25 (ตามเวลาเกาหลีใต้) นักเทรดรายนี้ปิดทำกำไรสถานะ Long บิตคอยน์(BTC) เพิ่มอีก 800 เหรียญ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 64.4 ล้านดอลลาร์
สถานะ Long เดิมของนักเทรดรายนี้เคยมีมูลค่าสูงสุดถึง 537 ล้านดอลลาร์ แต่ปัจจุบันลดลงเหลือประมาณ 80 ล้านดอลลาร์ โดยสถานะที่เหลืออยู่คือ Long บิตคอยน์(BTC) จำนวน 1,000 เหรียญ ที่ถือโดยกระเป๋าเดียว
ตลอด 3 วันที่ผ่านมา มีการปิดสถานะรวม อีเธอเรียม(ETH) 120,000 เหรียญ และ บิตคอยน์(BTC) 2,000 เหรียญ โดยกำไรที่ยืนยันได้ในช่วงเวลาดังกล่าว ตามข้อมูลที่ TechFlow เผยแพร่ อยู่ที่ประมาณ 61.72 ล้านดอลลาร์
การลดสถานะครั้งนี้เป็นตัวอย่างของสถานะ Long ขนาดใหญ่ที่กระจายอยู่หลายกระเป๋าและถูกปรับลดลงในช่วงเวลาสั้น ๆ เมื่อสถานะที่เหลือกระจุกตัวอยู่ในสถานะ Long บิตคอยน์(BTC) เพียงรายการเดียว ทำให้ความเสี่ยงที่เปิดเผยผ่านข้อมูลออนเชนสาธารณะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
สถานะที่นักเทรดรายนี้ปิดไปกระจุกตัวอยู่ที่ อีเธอเรียม(ETH) และ บิตคอยน์(BTC) โดยขนาดกำไรที่ยืนยันได้ถูกประเมินจากปริมาณการปิดสถานะก่อนและหลัง รวมถึงสถานะที่เหลืออยู่
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของกำไรขาดทุนที่ยังไม่รับรู้ หรือราคาต้นทุนเฉลี่ยของสถานะ ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนจากข้อมูลชุดนี้เพียงอย่างเดียว แต่ปริมาณการปิดสถานะและกำไรที่เกิดขึ้นจริงตลอด 3 วันที่ผ่านมา สะท้อนภาพของสถานะเลเวอเรจขนาดใหญ่ที่ถูกทยอยลดลงในช่วงตลาดฟื้นตัว
สถานะ Long คือสถานะอนุพันธ์ที่เดิมพันว่าสินทรัพย์อ้างอิงจะมีราคาสูงขึ้น หากราคาปรับตัวขึ้นเหนือราคาที่เข้าซื้อ จะเกิดกำไรที่ยังไม่รับรู้ แต่หากราคาเคลื่อนไหวสวนทาง ภาระหลักประกันและความเสี่ยงถูกบังคับปิดสถานะ (Liquidation) จะเพิ่มขึ้น
ไฮเปอร์ลิควิด ไม่ใช่ศูนย์ซื้อขายแบบรวมศูนย์ (Centralized Exchange) แต่เป็นแพลตฟอร์มซื้อขายอนุพันธ์บนเชน เนื่องจากความเคลื่อนไหวของสถานะในกระเป๋าขนาดใหญ่สามารถติดตามได้จากข้อมูลสาธารณะ การบริหารหลักประกันและความเสี่ยงถูกบังคับปิดสถานะของวาฬรายใหญ่จึงถูกเปิดเผยต่อผู้เล่นในตลาดอย่างรวดเร็ว
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าสถานะเลเวอเรจขนาดใหญ่ในตลาดอนุพันธ์บนเชนถูกลดขนาดลงอย่างไร มากกว่าจะเป็นการตัดสินใจซื้อขายของกระเป๋าเดียว ข้อมูลกระเป๋าสาธารณะแสดงปริมาณการปิดสถานะและสถานะที่เหลืออยู่ได้ค่อนข้างรวดเร็ว แต่ไม่ได้อธิบายถึงการป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ภายนอกหรือสถานะนอกตลาด (OTC) ของนักเทรดรายนี้
ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานถึงแนวโน้มที่สถานะของวาฬบนไฮเปอร์ลิควิดถูกใช้เป็นดัชนีชี้วัดตลาด โครงสร้างที่เปิดเผยความเคลื่อนไหวของสถานะกระเป๋าขนาดใหญ่ให้ข้อมูลแก่ผู้เล่นในตลาด แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้ความเคลื่อนไหวของนักเทรดรายใดรายหนึ่งถูกตีความเกินจริงได้เช่นกัน
สำหรับนักลงทุนไทย สิ่งที่ควรให้ความสำคัญไม่ใช่ทิศทางราคาสปอตของ บิตคอยน์(BTC) และ อีเธอเรียม(ETH) แต่คือกระบวนการลดขนาดสถานะเลเวอเรจดังกล่าว ส่วนผลกระทบของการทำกำไรครั้งนี้ต่อราคา บิตคอยน์(BTC) และ อีเธอเรียม(ETH) ยังต้องรอข้อมูลเพิ่มเติมยืนยัน
ความคิดเห็น 0