สัดส่วนการถือหุ้นของครัวเรือนสหรัฐฯ และตัวชี้วัดมูลค่าหุ้นหลักหลายตัวส่งสัญญาณ 'ตลาดหุ้นแพง' พร้อมกัน โดยตัวชี้วัด 7 จาก 9 ตัวที่ใช้คาดการณ์ผลตอบแทนที่แท้จริงระยะยาวของดัชนี S&P500 ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าผลตอบแทนใน 10 ปีข้างหน้าจะถูกกดดัน
MarketWatch รายงานเมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) ว่าได้นำตัวชี้วัด 9 ตัวที่มีความสัมพันธ์ทางสถิติอย่างชัดเจนกับผลตอบแทนที่แท้จริงในรอบ 10 ปีของดัชนี S&P500 มาวิเคราะห์กับสถานการณ์ตลาดปัจจุบัน มาร์ก เฮิร์ลเบิร์ต(Mark Hulbert) คอลัมนิสต์ของ MarketWatch เปรียบเทียบผลตอบแทนตลาดหุ้นในอดีตช่วงที่ตัวชี้วัดแต่ละตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปัจจุบัน
ตัวชี้วัดที่โดดเด่นที่สุดคือ 'สัดส่วนการถือหุ้น' ของครัวเรือนสหรัฐฯ ปัจจุบันสินทรัพย์ทางการเงินของครัวเรือนสหรัฐฯ ราว 55% อยู่ในรูปหุ้น ซึ่งใกล้เคียงระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บสถิตินี้ในปี 1951
ข้อมูลชี้ว่ายิ่งครัวเรือนถือหุ้นในสัดส่วนสูงเท่าไหร่ ผลตอบแทนระยะยาวในเวลาต่อมามักจะยิ่งต่ำลง เพราะเมื่อสัดส่วนการถือหุ้นสูงอยู่แล้ว กำลังซื้อเพิ่มเติมก็มีจำกัดกว่าเดิม ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ผลตอบแทนระยะยาวลดลง
เมื่อพิจารณาจากมูลค่าสินทรัพย์เทียบกับขนาดเศรษฐกิจ แรงกดดันก็ยังสูงเช่นกัน 'Tobin's Q' ซึ่งเทียบมูลค่าหุ้นกับมูลค่าสินทรัพย์ เช่น โรงงานและเครื่องจักรของบริษัท ชี้ว่าผลตอบแทนที่แท้จริงในอนาคตจะอยู่ที่เฉลี่ยราวลบ 8% กลาง ๆ ต่อปี
ดัชนีบัฟเฟตต์(Buffett Indicator) ที่เทียบมูลค่าตลาดรวมของหุ้นสหรัฐฯ กับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) อยู่ที่ราว -8% เช่นกัน ขณะที่อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี(P/BV) ซึ่งเทียบราคาหุ้นกับมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ อยู่ที่ราว -5%
ตัวชี้วัดที่อิงผลประกอบการก็ไปในทิศทางเดียวกัน อัตราส่วนราคาต่อยอดขาย(P/S) ที่เทียบราคาหุ้นกับยอดขาย อยู่ที่ราว -3% ส่วนอัตราส่วนราคาต่อกำไรที่ปรับตามวัฏจักรเศรษฐกิจ(CAPE) ซึ่งอิงกำไรเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี อยู่ที่ราว -2% ปลาย ๆ
ตัวชี้วัดที่เทียบดัชนี S&P500 กับปริมาณเงิน(M2) ในระบบ อยู่ที่ราว -1% ขณะที่อัตราส่วนราคาต่อกำไรคาดการณ์(Forward PER) ซึ่งอิงกำไรของบริษัทในอีก 1 ปีข้างหน้า อยู่ที่ราว 0% และอัตราผลตอบแทนเงินปันผลอยู่ที่ราวร้อยละ 4
Tobin's Q เป็นตัวชี้วัดที่ดูว่ามูลค่าตลาดของบริษัทสูงกว่าต้นทุนทดแทนสินทรัพย์ที่ถืออยู่มากน้อยเพียงใด ส่วนดัชนีบัฟเฟตต์ใช้ประเมินว่ามูลค่าตลาดหุ้นโดยรวมใหญ่กว่าขนาดเศรษฐกิจมากเพียงใด
CAPE ถูกออกแบบมาเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของกำไรในระยะสั้นตามวัฏจักรเศรษฐกิจ โดยใช้กำไรเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีเป็นฐานในการดูระดับราคาหุ้น จึงมักถูกใช้พิจารณามูลค่าหุ้นในระยะยาวมากกว่าผลประกอบการระยะสั้น
ตัวชี้วัดมูลค่าหุ้นเหล่านี้ไม่ใช่เครื่องมือจับจังหวะซื้อขายระยะสั้น สัญญาณตลาดแพงไม่ได้แปลว่าราคาหุ้นจะปรับตัวลงทันที แต่เป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับประเมินผลตอบแทนคาดหวังในระยะยาว
สำหรับนักลงทุน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนทั้งกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่หุ้นสหรัฐฯ และกองทุนอิงดัชนีสหรัฐฯ อย่างหนาแน่น รวมถึงแรงกดดันด้านมูลค่าหุ้นไปพร้อมกัน และอาจนำไปสู่การถกเถียงเรื่องผลตอบแทนคาดหวังระยะยาวและความผันผวน สำหรับพอร์ตการลงทุนที่มีสัดส่วนหุ้นสหรัฐฯ ค่อนข้างสูง
ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานบทวิเคราะห์ที่ระบุว่า CAPE ของดัชนี S&P500 เข้าสู่ระดับตลาดแพงสูงสุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ ซึ่งขณะนั้นก็มีการพูดถึงตัวชี้วัดเงินปันผลและแรงกดดันด้านมูลค่าหุ้นระยะยาวไปพร้อมกัน
แนวโน้มนี้ยังเป็นตัวแปรทางอ้อมต่อตลาดคริปโทเคอร์เรนซีด้วย เพราะหุ้นสหรัฐฯ ทำหน้าที่เป็นแกนอ้างอิงของสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก แต่การวิเคราะห์ครั้งนี้เพียงอย่างเดียวยังไม่มีน้ำหนักพอที่จะชี้ทิศทางราคาบิตคอยน์(BTC) หรือคริปโทเคอร์เรนซีอื่น ๆ ได้อย่างชัดเจน
ก่อนหน้านี้ TokenPost รายงานสัญญาณการก่อตัวจุดต่ำสุดในตลาดบิตคอยน์ที่มาพร้อมกับข้อโต้แย้ง ผลกระทบจากสัญญาณตลาดหุ้นสหรัฐฯ แพงต่อตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลจึงต้องติดตามควบคู่ไปกับกระแสเงินทุนในสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม
ความคิดเห็น 0