ราอูล พาล(Raoul Pal) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Global Macro Investor แสดงความเห็นว่ามูลค่าของบล็อกเชน Layer1 ไม่ได้อยู่ที่กระแสเงินสด แต่อยู่ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ถูกค้ำประกันอยู่บนเครือข่ายนั้น
ตามรายงานของ MarsBit ณ เวลา 11.49 น. ตามเวลาไทยของวันที่ 6 พาลได้กล่าวถึงวิธีประเมินมูลค่า Layer1 โดยยกอีเธอเรียม(ETH) เป็นตัวอย่าง เขาระบุว่าหากเครือข่ายอีเธอเรียมหยุดทำงาน สเตเบิลคอยน์ การเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) เลเยอร์ 2 (Layer2) และโทเคนที่ไม่สามารถทดแทนได้ (NFT) ที่อยู่บนเครือข่ายนี้จะได้รับผลกระทบไปด้วย
ประเด็นหลักของพาลคือการโต้แย้งแบบจำลองคิดลดกระแสเงินสด (DCF) ซึ่งเป็นวิธีประเมินมูลค่าแบบดั้งเดิมในโลกการเงิน โดยแปลงกระแสเงินสดในอนาคตของบริษัทให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน พาลมองว่าการมอง Layer1 เหมือนบริษัทแล้วประเมินมูลค่าจากค่าธรรมเนียมหรือกระแสเงินสดเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เหมาะสม สิ่งที่ควรประเมินไม่ใช่เงินที่เชนหารายได้เข้ามาโดยตรง แต่คือสินทรัพย์และกิจกรรมที่เชนนั้นปกป้องอยู่
MarsBit รายงานว่าพาลอธิบาย Layer1 ว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจถัดไปที่จะเกิดขึ้นบนเครือข่ายนั้น เขามองว่าเครือข่ายอย่างอีเธอเรียมไม่ใช่บริษัทเพียงแห่งเดียว แต่เชื่อมโยงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมดที่ทำงานอยู่บนเครือข่ายนั้น พาลระบุว่าหากอีเธอเรียมดับลง สิ่งที่ได้รับผลกระทบจะไม่ใช่แค่บริษัทเดียวหายไป แต่ตลาด Layer2 การเงินแบบกระจายศูนย์ และสเตเบิลคอยน์ส่วนใหญ่จะได้รับผลกระทบไปพร้อมกัน
คำกล่าวนี้เชื่อมโยงกับข้อถกเถียงเรื่องการประเมินมูลค่า Layer1 ที่มีมาต่อเนื่อง ตลาดมักแบ่งบิตคอยน์(BTC) ให้เป็นสินทรัพย์เก็บมูลค่า ขณะที่มองแพลตฟอร์มสัญญาอัจฉริยะอย่างอีเธอเรียมและโซลานา(SOL) เป็นสินทรัพย์เชิงโครงสร้างพื้นฐาน แนวคิดของพาลผลักดันการแบ่งแยกนี้ไปอีกขั้น โดยมองว่า Layer1 ควรถูกมองเป็นเครือข่ายพื้นฐานที่รองรับการชำระเงิน การเงินแบบกระจายศูนย์ สินทรัพย์ที่แปลงเป็นโทเคน และแอปพลิเคชันต่างๆ
อย่างไรก็ตาม มุมมองนี้ไม่ได้นำไปสู่การคาดการณ์ราคาหรือคำแนะนำการลงทุนโดยตรง การที่ Layer1 ค้ำประกันกิจกรรมจำนวนมากไม่ได้หมายความว่ามูลค่าโทเคนนั้นจะสะท้อนออกมาในสัดส่วนเดียวกัน ซึ่งเป็นคนละประเด็นกัน ปริมาณกิจกรรมบน Layer2 และกระแสค่าธรรมเนียมที่กลับเข้าสู่เมนเน็ตอีเธอเรียม ก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามราคาแก๊ส วิธีการเผยแพร่ข้อมูล และจุดเชื่อมต่อของผู้ใช้งาน
พาลระบุว่าเหตุผลที่ Layer1 ดึงดูดนักพัฒนา เงินทุน สินทรัพย์ และความเร็วในการทำธุรกรรมได้ คือความหนาแน่นทางองค์ความรู้ที่สั่งสมอยู่บนเครือข่าย โดยเฉพาะอีเธอเรียมที่เขายกให้เป็นตัวอย่างที่มีฐานนักพัฒนา ความสามารถในการเขียนโปรแกรม และระบบนิเวศที่สมบูรณ์ครบถ้วน วิธีประเมินมูลค่าแบบนี้ให้ความสำคัญกับผลกระทบเชิงเครือข่ายและขนาดของระบบนิเวศมากกว่ารายได้จากค่าธรรมเนียมเพียงอย่างเดียว
ท้ายที่สุดแล้ว คำกล่าวครั้งนี้วนกลับมาสู่คำถามว่าควรประเมินมูลค่า Layer1 เหมือนหุ้นบริษัท หรือควรมองเป็นเครือข่ายพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล พาลให้น้ำหนักไปทางแนวคิดหลัง แต่กรอบการประเมินมูลค่านี้จะเชื่อมโยงกับราคาตลาดอย่างไรยังคงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาแยกต่างหาก
ความคิดเห็น 0