เงินสำรองส่วนเกินที่แท้จริงของ 'กองทุนรับมืออนาคต' (Future Response Fund) ของเกาหลีใต้ ซึ่งมีมูลค่า 96.9 ล้านล้านวอน อาจมีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ในประเทศได้มากถึงครึ่งหนึ่ง ตามผลวิเคราะห์ล่าสุด โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ (KTB) อายุ 2-3 ปี ที่มีแนวโน้มได้รับความต้องการซื้อสูงเนื่องจากลักษณะการใช้เงินของกองทุน
เมื่อวันที่ 6 ศูนย์วิจัยบริษัทหลักทรัพย์เคบี (KB Securities) ระบุว่า จากงบประมาณกองทุนรับมืออนาคตปีหน้าที่ตั้งไว้ 162.3 ล้านล้านวอน เมื่อหักรายจ่าย 45.4 ล้านล้านวอน และเงินสำรองในบัญชีดำเนินโครงการอีก 7.5 ล้านล้านวอน จะเหลือเงินสำรองส่วนเกินที่แท้จริง 96.9 ล้านล้านวอน ด้านสำนักข่าวยอนฮับอินโฟแม็กซ์ (Yonhap Infomax) รายงานข้อมูลเดียวกัน พร้อมระบุว่าเมื่อพิจารณาระยะเวลาจัดสรรโครงการของกองทุนแล้ว เงินก้อนนี้อาจกระจุกตัวอยู่ในตราสารหนี้ระยะสั้น
กองทุนรับมืออนาคตเป็นกลไกบริหารการคลังของเกาหลีใต้ ที่รวบรวมรายได้ภาษีส่วนเพิ่มและภาษีที่จัดเก็บเกินเป้า นำไปใช้ในด้าน △เยาวชน △เครื่องยนต์เติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ △ท้องถิ่น และ △การศึกษา-บุคลากร แทนที่จะนำรายได้ภาษีส่วนเกินไปจ่ายคืนพันธบัตรรัฐบาลหรือใช้จ่ายทันที รัฐบาลเลือกกันเงินไว้ในกองทุนแยกต่างหาก เพื่อใช้เป็นแหล่งทุนสำหรับโครงการระยะกลางถึงระยะยาว
กระทรวงวางแผนและงบประมาณ (Ministry of Planning and Budget) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลกองทุนนี้ มีแผนบริหารเงินสำรองส่วนเกินผ่านระบบ OCIO (Outsourced Chief Investment Officer) หรือการมอบอำนาจบริหารเงินสำรองให้กับบริษัทหลักทรัพย์หรือบริษัทจัดการกองทุนภายนอก ซึ่งเป็นรูปแบบที่กองทุนบำเหน็จบำนาญ หน่วยงานรัฐ และนิติบุคคลต่างๆ นิยมใช้
เคบี ซีเคียวริตี้ส์ ประเมินว่าในปี 2027 จะมีเงินภาษีส่วนเพิ่มจำนวน 156.9 ล้านล้านวอน ถูกนำเข้าสมทบกองทุนรับมืออนาคต ส่วนที่เหลืออีก 5.4 ล้านล้านวอนจากงบประมาณรวม 162.3 ล้านล้านวอน คาดว่าจะมาจากภาษีที่จัดเก็บเกินเป้าของปีนี้
'อิม แจกยุน(Lim Jae-kyun)' นักวิเคราะห์เคบี ซีเคียวริตี้ส์ ระบุว่า เงินสำรองส่วนเกินอาจมีมูลค่าสูงกว่านี้ได้ ขึ้นอยู่กับปริมาณภาษีที่จัดเก็บเกินเป้าของปีนี้ เขากล่าวว่า “ยอดสะสมภาษีในประเทศจนถึงเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 242 ล้านล้านวอน คิดเป็นอัตราความคืบหน้า 64.7% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 65.7% แต่หากมีการรับรู้ภาษีนิติบุคคลงวดกลางปีในเดือนสิงหาคม ยอดภาษีในประเทศอาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” คำอธิบายนี้ชี้ให้เห็นว่าตัวเลขเงินสำรองที่แท้จริงยังมีโอกาสขยับขึ้นจากที่ประเมินไว้
นักวิเคราะห์รายเดียวกันยังยกตัวเลขภาษีนิติบุคคลมาสนับสนุนมุมมองนี้ด้วย โดยระบุว่า “ภาษีนิติบุคคลที่ชำระจริงจนถึงเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 51.8 ล้านล้านวอน แต่ภาษีนิติบุคคลที่ซัมซุงอิเล็กทรอนิกส์(Samsung Electronics) และเอสเคไฮนิกซ์(SK Hynix) บันทึกรวมกันในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 70.1 ล้านล้านวอน”
เคบี ซีเคียวริตี้ส์ ประเมินว่าเงินสำรองส่วนเกินของกองทุนรับมืออนาคตจะยังมีต่อเนื่องหลังปี 2028 โดยอิม แจกยุน ระบุว่า “เงินสำรองส่วนเกินที่คาดการณ์ไว้คือ 84.6 ล้านล้านวอนในปี 2028, 55.9 ล้านล้านวอนในปี 2029 และ 25.4 ล้านล้านวอนในปี 2030” พร้อมเสริมว่า “หากเงินสำรองลดลงและรายได้ภาษีในอนาคตหดตัว ก็อาจเกิดปัญหาต้องไถ่ถอนเงินคืน แต่อย่างน้อยในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า เงินสำรองส่วนเกินของกองทุนนี้จะยังไหลเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง”
จังหวะการไหลเข้าของเงินก้อนนี้ยังอาจสอดคล้องกับโครงสร้างการจัดเก็บรายได้ภาษีด้วย อิม แจกยุน อธิบายว่า “ภาษีนิติบุคคลซึ่งเป็นภาษีในประเทศที่มีมูลค่าสูงสุด มีกำหนดชำระภายในเดือนมีนาคมและปลายเดือนสิงหาคมของทุกปี ดังนั้นเงินก้อนนี้จึงมีกำหนดไหลเข้าในช่วงเดือนเมษายนและกันยายน”
เคบี ซีเคียวริตี้ส์ อ้างอิงกรณีศึกษาการจัดสรรสินทรัพย์ของกองทุนขนาดใหญ่ในอดีต และประเมินว่าเงินสำรองส่วนเกินของกองทุนรับมืออนาคตราวครึ่งหนึ่งอาจไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ในประเทศ อิม แจกยุน ระบุว่า “รัฐบาลส่งเสริมการลงทุนในประเทศมากกว่าต่างประเทศ ประกอบกับสัดส่วนตราสารหนี้ในประเทศของกองทุนสาธารณะรายใหญ่ก็อยู่ที่ระดับสูงสุดราว 50%” และกล่าวเสริมว่า “เงินสำรองส่วนเกินของกองทุนนี้จึงมีโอกาสไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ในประเทศได้มากถึงครึ่งหนึ่งเช่นกัน”
ตัวอย่างเช่น กลุ่มกองทุนรวมการลงทุนบำเหน็จบำนาญ (Pension Fund Investment Pool) มีสัดส่วนกองทุนตลาดเงิน (MMF) สูงถึง 43.4% แต่หากไม่นับส่วนนี้ กองทุนประกันภัยอุตสาหกรรม กองทุนที่อยู่อาศัยและเมือง และกองทุนบริหารจัดการกากกัมมันตรังสี ต่างมีสัดส่วนตราสารหนี้ในประเทศสูงสุดถึงราว 50% เช่นกัน ซึ่งสะท้อนว่ากองทุนรับมืออนาคตก็มีแนวโน้มจัดสรรเงินไปยังสินทรัพย์ในประเทศมากกว่าต่างประเทศเช่นเดียวกัน
ในแง่อายุตราสาร กลุ่มตราสารหนี้ระยะสั้นถูกกล่าวถึงเป็นลำดับแรก อิม แจกยุน ระบุว่า “รัฐบาลเคยระบุว่าจะจัดสรรโครงการของกองทุนรับมืออนาคตโดยมีกรอบเวลา 3-4 ปี ดังนั้นคาดว่าจะเน้นซื้อพันธบัตรที่มีอายุคงเหลือไม่เกิน 3 ปีเป็นหลัก”
เขายังมองว่าสัดส่วนพันธบัตรระยะยาวในการออกพันธบัตรรัฐบาลปี 2027 อาจลดลงอย่างน้อย 5 จุดเปอร์เซ็นต์จากปีนี้ ขณะที่สัดส่วนพันธบัตรระยะสั้นมีแนวโน้มขยายตัว ความหมายคือ หากเม็ดเงินจากกองทุนรับมืออนาคตไหลเข้าสู่การซื้อพันธบัตรจริง ก็อาจส่งผลต่ออุปสงค์-อุปทานในช่วงอายุ 2-3 ปีก่อนกลุ่มพันธบัตรอายุยาวพิเศษ
การวิเคราะห์ครั้งนี้มีความเชื่อมโยงกับแนวโน้มที่ตลาดคาดหวังการลดวงเงินออกพันธบัตรรัฐบาลลดน้อยลง หลังจากที่รัฐบาลเลือกจัดสรรภาษีส่วนเกินเข้ากองทุนรับมืออนาคตก่อนนำไปชำระคืนพันธบัตร หากประเด็นก่อนหน้านี้คือขนาดการออกพันธบัตรรัฐบาลปีหน้า ประเด็นล่าสุดคือเงินสำรองที่สะสมไว้จะไหลไปเป็นอุปสงค์ซื้อพันธบัตรจริงมากน้อยเพียงใด
ก่อนหน้านี้ตลาดตราสารหนี้ก็มีการวิเคราะห์ว่าการขยายงบประมาณรายจ่ายรวมของรัฐบาล ประกอบกับวิธีบริหารกองทุนรับมืออนาคต อาจส่งผลกระทบต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยไปพร้อมกัน โดยโทเคนโพสต์เคยรายงานการประเมินที่ระบุว่าแม้ยอดออกพันธบัตรรัฐบาลสุทธิจะลดลง แต่แรงกดดันด้านอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นอาจยังคงอยู่
ผลกระทบที่แท้จริงของการบริหารกองทุนต่อตลาดตราสารหนี้ยังขึ้นอยู่กับแนวทางการบริหาร การคัดเลือกผู้จัดการ OCIO และเพดานการซื้อตามช่วงอายุตราสาร ตัวเลขสำคัญที่มีการเปิดเผยในขณะนี้ ได้แก่ งบประมาณกองทุนรับมืออนาคตปีหน้า 162.3 ล้านล้านวอน เงินสำรองส่วนเกินที่แท้จริง 96.9 ล้านล้านวอน และรายจ่ายตามโครงการ 45.4 ล้านล้านวอน
ความคิดเห็น 0