ค่ายเทคโนโลยี AI รายใหญ่ 4 แห่ง ทั้งโอเพนเอไอ(OpenAI) แอนโทรปิก(Anthropic) กูเกิล(GOOGL) และเมตา(META) ทยอยเปิดตัวโมเดล AI รุ่นใหม่ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนกันยายนที่ผ่านมา ขณะเดียวกันเอ็นวิเดีย(NVDA) ก็เดินหน้าเข้าซื้อกิจการแพลตฟอร์มฮักกิ้งเฟซ(Hugging Face) ทำให้สนามแข่งขันด้าน AI ขยับจากเรื่อง 'ประสิทธิภาพโมเดล' ไปสู่ 'ความเร็วในการปล่อยใช้งานจริง' และ 'อำนาจควบคุมแพลตฟอร์ม'
แอนโทรปิกเปิดตัวคล็อด เฟเบิล 5.1(Claude Fable 5.1) และคล็อด มิธอส 5.1(Claude Mythos 5.1) เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา บริษัทระบุว่าเฟเบิล 5.1 มีต้นทุนถูกกว่าเฟเบิล 5 ประมาณ 25% สำหรับงานทั่วไป และลดอัตรา 'false positive' ที่บล็อกเนื้อหาปกติผิดพลาดในงานด้านความปลอดภัยไซเบอร์ลงได้ถึง 60%
ส่วนมิธอส 5.1 เป็นโมเดลที่จำกัดสิทธิ์การเข้าถึง ออกแบบมาเฉพาะงานด้านความปลอดภัยไซเบอร์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ สะท้อนแนวโน้มที่โมเดลประสิทธิภาพสูงถูกนำไปใช้กว้างขึ้น ขณะที่พื้นที่เสี่ยงต่อการนำไปใช้ในทางที่ผิด อย่างความปลอดภัยและชีวภาพ กลับถูกควบคุมการเข้าถึงเข้มงวดขึ้นไปพร้อมกัน
ด้านกูเกิลเปิดตัวเจมินี 3.8 แฟลช(Gemini 3.8 Flash) และเจมินี 3.8 แฟลช ไซเบอร์(Gemini 3.8 Flash Cyber) ในวันที่ 2 กันยายน โดยระบุว่าเจมินี 3.8 แฟลชได้รับการปรับปรุงด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์ งานแบบเอเจนต์ และการให้เหตุผลหลายขั้นตอน
ส่วนเจมินี 3.8 แฟลช ไซเบอร์ ที่เปิดตัววันเดียวกัน เป็นโมเดลเฉพาะทางด้านความปลอดภัยสำหรับตรวจจับช่องโหว่และแพตช์อัตโนมัติ กูเกิลระบุว่านี่เป็นโมเดลตระกูลแฟลชรุ่นที่ 3 ที่เปิดตัวภายในเวลาเพียง 6 สัปดาห์นับจากเจมินี 3.7 แฟลช
โอเพนเอไอ(OpenAI) เปิดตัวจีพีที-6 แอสตรา(GPT-6 Astra) เมื่อวันที่ 3 กันยายน โดยระบุว่าโมเดลนี้ทำคะแนนได้ 98% ในการทดสอบ FrontierMath ระดับ Tier4, 99.9% ใน ARC-AGI-3 และ 100% ใน ExploitBench
โอเพนเอไอระบุว่าความสามารถด้านความปลอดภัยไซเบอร์ของแอสตราขึ้นถึงระดับ 'Critical' แล้ว จึงวางแผนปล่อยให้ใช้งานแบบจำกัดกับองค์กรบางแห่งก่อน ก่อนขยายไปสู่แผนชำระเงินของแชทจีพีที(ChatGPT) รวมถึง API, Azure และ AWS Bedrock ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่าโอเพนเอไอจะปล่อยจีพีที-6 แอสตราให้กับองค์กรที่จำกัดก่อนเป็นลำดับแรก
เมตา(META) เปิดตัวการอัปเดตมิวส์ สปาร์ก 1.3(Muse Spark 1.3) ในวันที่ 2 กันยายนเช่นกัน โดยระบุว่าเป็นการอัปเดตที่เน้นงานเอเจนต์ระยะยาวและการเขียนโค้ด พร้อมเปิดให้ทดลองใช้แบบพรีวิวและขยายการให้บริการทั่วโลกไปพร้อมกัน
โดยรวมแล้วการเปิดตัวรอบนี้ยังไม่ถึงขั้นเปลี่ยนเจเนอเรชันทั้งหมด แต่เป็นการอัปเกรดแบบค่อยเป็นค่อยไปในด้านต้นทุน ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความสามารถแบบเอเจนต์ของแต่ละค่าย มีความเห็นในวงการว่าต่อไปนี้สิ่งที่ต้องพิจารณาไม่ใช่แค่ 'ชื่อโมเดล' แต่ต้องดูความเหมาะสมกับงาน โครงสร้างต้นทุน และเงื่อนไขการเข้าถึงประกอบกันด้วย
ขณะเดียวกันรอยเตอร์(Reuters) รายงานว่าเอ็นวิเดียตกลงเข้าซื้อฮักกิ้งเฟซ(Hugging Face) ด้วยมูลค่าประมาณ 1.293 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ฮักกิ้งเฟซเป็นแพลตฟอร์มที่มีนักพัฒนา นักวิจัย และครีเอเตอร์ใช้งานมากกว่า 18 ล้านคน มีโมเดลกว่า 3 ล้านโมเดล ชุดข้อมูลกว่า 500,000 ชุด และแอปพลิเคชันที่แชร์อยู่กว่า 1 ล้านแอป
เอ็นวิเดียชี้แจงว่าฮักกิ้งเฟซจะยังคงสถานะเป็นแพลตฟอร์มแบบเปิดต่อไป และการใช้ 'compute' ของเอ็นวิเดียจะไม่ใช่เงื่อนไขบังคับสำหรับผู้ใช้งาน
ฮักกิ้งเฟซเป็นแพลตฟอร์มสำหรับนักพัฒนาในการแชร์ ทดสอบ และปล่อยใช้งานโมเดลและชุดข้อมูล AI เมื่อระบบนิเวศของโมเดลแบบ open-weight ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมจึงไม่ใช่แค่ประสิทธิภาพของโมเดลใดโมเดลหนึ่ง แต่รวมถึงเส้นทางการค้นหา ตรวจสอบ และดูแลใช้งานโมเดลด้วย
ซีเอ็นบีซี(CNBC) รายงานว่าเจิ้น ลู่(Zhen Lu) ซีอีโอของรันพอด(Runpod) กล่าวว่า "model fatigue is a real thing" ซึ่งสะท้อนว่ายิ่งโมเดลใหม่ออกมาเร็วเท่าไร ภาระในการตัดสินใจของนักพัฒนาและองค์กรว่าจะเลือกใช้โมเดลไหนกับงานจริงก็ยิ่งหนักขึ้นเท่านั้น
ปฏิกิริยาจากชุมชนนักพัฒนาก็ไปในทิศทางเดียวกัน โพสต์เกี่ยวกับจีพีที-6 แอสตราบน Hacker News มีคอมเมนต์มากถึง 2,047 ข้อความ ขณะที่โพสต์ในชุมชนอื่นๆ ก็มีเสียงสะท้อนคล้ายกันว่าสับสนว่าควรเลือกใช้โมเดลตัวไหนดี
สำหรับวงการคริปโตแล้ว ประเด็นนี้ใกล้เคียงกับเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน AI และสภาพแวดล้อมการพัฒนาบริการแบบ on-chain มากกว่าจะเป็นปัจจัยที่กระทบราคาคริปโตโดยตรง ผู้ประกอบการอย่างเอ็กซ์เชนจ์ กระเป๋าเงินดิจิทัล และบริษัทด้านความปลอดภัยที่นำ AI ไปใช้งาน จึงต้องตรวจสอบเกณฑ์การเลือกโมเดลและขั้นตอนตรวจสอบก่อนปล่อยใช้งานบ่อยขึ้นกว่าเดิม
สิ่งที่ยืนยันได้จากการประกาศในสัปดาห์นี้คือทิศทางขั้นต่อไปของแต่ละบริษัท ทั้งการทยอยปล่อยใช้งานและรูปแบบการบริหารแพลตฟอร์ม โดยโอเพนเอไอระบุว่าจะขยายการปล่อยใช้งานแอสตราจากองค์กรที่จำกัดไปทีละขั้น ส่วนเอ็นวิเดียระบุว่าจะรักษาฮักกิ้งเฟซให้เป็นแพลตฟอร์มแบบเปิดต่อไป
ความคิดเห็น 0