ซัพพลายหมุนเวียนทั้งหมดของ ‘โดชคอยน์(DOGE)’ ได้ย้ายเข้าสู่เครือข่าย ‘โซลานา(SOL)’ เรียบร้อยแล้ว ผ่านเทคโนโลยี ‘Native Token Transfer (NTT)’ ของบริษัทโครงสร้างพื้นฐานครอสเชน เวิร์มโฮล(Wormhole) มูลค่าการโยกย้ายอยู่ที่ราว 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 47.145 ล้านล้านวอน) ถือเป็นการโอนย้ายสินทรัพย์เดี่ยวข้ามเชนที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในวงการคริปโต
สื่อคริปโตบรีฟิง(Crypto Briefing) รายงานเมื่อวันที่ 7 (เวลาท้องถิ่น) ว่า การเชื่อมต่อระหว่างโดชคอยน์กับโซลานาครั้งนี้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2025 โดยมี ‘ซันไรส์(Sunrise)’ เกตเวย์สภาพคล่องที่พัฒนาโดยเวิร์มโฮลแล็บส์(Wormhole Labs) บริษัทลูกของเวิร์มโฮล ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง
ก่อนหน้านี้เวิร์มโฮลเป็นโปรโตคอลที่ดึงเม็ดเงินเข้าสู่โซลานาแล้วกว่า 11,500 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 15.4905 ล้านล้านวอน) และการรวมโดชคอยน์เข้ามาครั้งนี้ถือเป็นกรณีทดสอบขนาดใหญ่ที่สุดของเทคโนโลยี NTT เท่าที่เคยมีมา
วิธีครอสเชนแบบเดิมมักใช้การ ‘แร็ปปิ้ง(wrapping)’ คือล็อกสินทรัพย์ต้นทางไว้ในเชนหนึ่ง แล้วออกโทเคนสังเคราะห์ชุดใหม่บนเชนปลายทาง เช่น เมื่อย้ายโดชคอยน์ไปยังอีเธอเรียม(ETH) ก็จะได้โทเคนตัวแทนอย่าง wDOGE แทน วิธีนี้ทำให้สภาพคล่องกระจัดกระจายเป็นหลายเวอร์ชัน และผู้ออกโทเคนต้นทางไม่สามารถควบคุมเมทาดาต้าหรือนโยบายซัพพลายของสินทรัพย์ได้เอง
ต่างจากแร็ปปิ้ง NTT ของเวิร์มโฮลย้าย ‘ตัวตนของโทเคนต้นฉบับ’ ไปตรงๆ โดยใช้เทคนิคการพิสูจน์แบบ zero-knowledge proof ตรวจสอบธุรกรรม พร้อมคงสิทธิ์ควบคุมเมทาดาต้าและนโยบายซัพพลายไว้กับผู้ออกเดิม เวิร์มโฮลเคยอธิบายเทคโนโลยีนี้ว่าเป็นโครงสร้างที่รักษาคุณสมบัติ ‘เนทีฟ’ ของโทเคนไว้ในทุกเชนโดยไม่ต้องพึ่งสินทรัพย์แบบแร็ป นั่นหมายความว่าโดชคอยน์ที่อยู่บนโซลานาไม่ใช่สินค้าเลียนแบบ แต่เป็นโดชคอยน์ตัวจริงที่ยังทำงานตามกฎเดิมทุกประการ
ซันไรส์เปิดตัวเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2025 ในฐานะเกตเวย์สภาพคล่อง ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาที่ทุกครั้งที่สินทรัพย์จากภายนอกไหลเข้าโซลานา แต่ละบริดจ์กลับออกโทเคนคนละเวอร์ชันกัน จนสภาพคล่องแตกกระจายและราคาสับสน ซันไรส์แก้ปัญหานี้ด้วยการกำหนดที่อยู่มินต์(mint address) เดียวให้กับสินทรัพย์แต่ละตัวอย่างเป็นมาตรฐานเดียวกัน
สินทรัพย์แรกที่ขึ้นทะเบียนบนซันไรส์คือโทเคน MON จากระบบนิเวศโมนาด(Monad) จากนั้นสินทรัพย์ที่ตามมาก็ทำปริมาณซื้อขายรวมหลายร้อยล้านดอลลาร์นับตั้งแต่เปิดตัว และล่าสุดในเดือนนี้ ก็มีรายงานยืนยันว่าอาร์บิทรัม(ARB)ได้ขึ้นทะเบียนบนโซลานาผ่านเส้นทางเดียวกันนี้เช่นกัน
สำหรับโซลานา การมีสินทรัพย์ขนาดใหญ่ไหลเข้าแบบเนทีฟถือเป็นโอกาสตอกย้ำสถานะการเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายประสิทธิภาพสูง การที่สินทรัพย์มูลค่าราว 35,000 ล้านดอลลาร์เข้ามาแบบต้นฉบับล้วนถือเป็นผลงานด้านสภาพคล่องที่จับต้องได้
ฝั่งโดชคอยน์เองดำเนินงานอยู่บนบล็อกเชนแบบ proof-of-work (PoW) ของตัวเอง ซึ่งมีความปลอดภัยสูงแต่ห่างไกลจากโลกดีไฟ(DeFi) การเข้าสู่โซลานาทำให้ผู้ถือโดชคอยน์เข้าถึงโปรโตคอลกู้ยืม ตลาดสร้างสภาพคล่องอัตโนมัติ(AMM) และออปชันบนเชนได้เป็นครั้งแรก โดยยังคงคุณสมบัติของเชนหลักไว้เหมือนเดิม เพียงแค่ขยายการใช้งานด้านดีไฟให้กว้างขึ้น
อย่างไรก็ตาม การที่กระแสเงินก้อนใหญ่ไปกระจุกตัวอยู่ที่เกตเวย์เดียวอย่างซันไรส์ก็ถูกมองว่าเป็นความเสี่ยง หากเกิดปัญหาระดับโปรโตคอลกับซันไรส์ขึ้นมา สภาพคล่องของโดชคอยน์ทั้งหมดบนโซลานาอาจได้รับผลกระทบไปด้วย
ในมุมมองของอุตสาหกรรม ต่อให้เทคโนโลยีครอสเชนถูกออกแบบมาอย่างรัดกุมเพียงใด ก็ยังนำความซับซ้อนใหม่เข้ามาด้วยเสมอ นี่จึงเป็นเหตุผลที่มีเสียงเรียกร้องให้ประเมินความเสี่ยงด้านเทคนิคให้รอบคอบ ก่อนโยกย้ายสินทรัพย์มูลค่าสูงข้ามเชนในลักษณะนี้
ความคิดเห็น 0