Reuters รายงานวันที่ 8 กันยายน (เวลาท้องถิ่น) ว่าแรงกดดันด้านอุปทานน้ำมันดีเซลทั่วโลกอาจลากยาวไปจนถึงฤดูหนาว หลังปัญหาการกลั่นในรัสเซียและตะวันออกกลางมาบรรจบกับความต้องการใช้เพื่อทำความร้อนและขนส่งที่เพิ่มขึ้น ทำให้ทั้งสต็อกและกำลังการกลั่นลดลงพร้อมกัน
ราคาเฉลี่ยดีเซลในสหรัฐฯ แตะระดับ 5.820 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเมื่อวันที่ 3 กันยายน ถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ 'ส่วนต่างราคาการกลั่นดีเซล' (crack spread) พุ่งขึ้นแตะ 108.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลระหว่างการซื้อขายในวันเดียวกัน Reuters ระบุว่าราคาดีเซลในสหรัฐฯ รอบนี้แซงหน้าสถิติเดิมเมื่อเดือนมิถุนายน 2022 ไปแล้ว
Reuters รายงานว่าข้อจำกัดการส่งออกดีเซลของรัสเซีย กำลังการกลั่นที่ไม่เพียงพอ และความต้องการที่เพิ่มขึ้นในฤดูหนาว อาจกดดันอุปทานต่อไปอีก รัสเซล ฮาร์ดี(Russell Hardy) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของวิทอล(Vitol) กล่าวว่า “ผลิตภัณฑ์หายไปจากตลาดราวๆ วันละ 2 ล้านบาร์เรลจากรัสเซีย และเกือบ 2 ล้านบาร์เรลจากตะวันออกกลาง” พร้อมเสริมว่า “เรากำลังดึงสต็อกสำรองออกมาใช้อย่างต่อเนื่อง” คำพูดนี้สะท้อนว่าปัญหาด้านอุปทานกระทบต่อตลาดผลิตภัณฑ์กลั่นชัดเจนกว่าตลาดน้ำมันดิบ
แม้โรงกลั่นหลายแห่งเดินเครื่องในอัตราสูง แต่ก็ยังไม่สามารถอุดช่องว่างด้านอุปทานได้ทั้งหมด มาร์ก เซนน์(Mark Senn) รองประธานอาวุโสฝ่ายเทรดดิ้งทั่วโลกของฟิลลิปส์ 66(PSX) กล่าวว่าโรงกลั่นส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ เดินเครื่องในอัตราสูงอยู่แล้ว แต่สต็อกดีเซลยังคงตึงตัวก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว
สต็อกรวมของสหรัฐฯ ขยับขึ้นเล็กน้อย แต่ภาพรวมรายภูมิภาคกลับสวนทางกัน ตามข้อมูลของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ(EIA) ณ วันที่ 28 สิงหาคม สต็อก 'ดิสทิลเลต' ของสหรัฐฯ อยู่ที่ 104,187,000 บาร์เรล เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่สต็อกในเขต PADD 1 ซึ่งครอบคลุมชายฝั่งตะวันออก ลดลงเหลือ 19,318,000 บาร์เรล
ดิสทิลเลต หมายถึงผลิตภัณฑ์กลุ่มกลางที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ เช่น ดีเซลและน้ำมันเตาสำหรับทำความร้อน ราคาและอุปทานของตลาดดีเซลจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำมันดิบเพียงอย่างเดียว แต่ยังผูกกับอัตราการเดินเครื่องของโรงกลั่น โครงข่ายโลจิสติกส์ในการขนส่ง และระดับสต็อกในแต่ละภูมิภาคด้วย
ปัญหาเชิงโครงสร้างที่อยู่เบื้องหลังแรงกดดันด้านอุปทานตอนนี้คือผลิตภัณฑ์กลั่นขาดแคลนมากกว่าน้ำมันดิบ ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ(IEA) ระบุในรายงานตลาดน้ำมันที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมว่า ได้ปรับลดคาดการณ์ปริมาณการกลั่นในไตรมาส 3 ลง เนื่องจากปัญหาการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันจากตะวันออกกลางและเหตุโจมตีโรงกลั่นในรัสเซีย
การส่งออกดีเซลจากรัสเซีย ตะวันออกกลาง และเอเชียในเดือนกรกฎาคม ลดลงจากปีก่อนหน้าราววันละ 1.3 ล้านบาร์เรล IEA ประเมินว่าสต็อกน้ำมันทั่วโลกที่มีการสำรวจลดลง 69 ล้านบาร์เรลในเดือนเดียวกัน และยอดสะสมนับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นอยู่ที่ 410 ล้านบาร์เรล
ข้อจำกัดการส่งออกของรัสเซียเป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันให้ตลาด มีรายงานว่ารัสเซียสั่งห้ามส่งออกดีเซลจนถึงวันที่ 30 กันยายน หลังโรงกลั่นถูกโดรนยูเครนโจมตี ระยะเวลาของมาตรการห้ามส่งออกและความคืบหน้าการซ่อมแซมโรงกลั่นจะเป็นตัวกำหนดว่ายุโรปและภูมิภาคอื่นจะจัดหาผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้นหรือยากขึ้น
ความกังวลเรื่องปัญหาโรงกลั่นในตะวันออกกลางก็ยังมีต่อเนื่อง โรงกลั่นเจซานของซาอุดีอาระเบียถูกโจมตีเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม โดยมีรายงานว่าโรงกลั่นแห่งนี้มีกำลังการกลั่นราววันละ 400,000 บาร์เรล
ความต้องการในฤดูหนาวเป็นอีกตัวแปรที่อาจซ้ำเติมแรงกดดันด้านอุปทาน ในซีกโลกเหนือ ความต้องการน้ำมันเตาเพื่อทำความร้อนจะเพิ่มขึ้น พร้อมกับความต้องการเชื้อเพลิงสำหรับรถบรรทุกขนส่งและเครื่องจักรการเกษตร ยิ่งพื้นที่ใดมีสต็อกบางเท่าไร ความผันผวนของราคาก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อยืนยันแน่ชัดว่าปัญหาด้านอุปทานจะลากยาวไปหลังฤดูหนาว IEA เสนอความเป็นไปได้ว่าตลาดน้ำมันโลกอาจกลับสู่ภาวะอุปทานล้นตลาดอีกครั้งช่วงปลายปี ขณะที่สต็อกดิสทิลเลตรวมของสหรัฐฯ เองก็เพิ่มขึ้นในข้อมูลรายสัปดาห์ล่าสุด
ความแตกต่างระหว่างตลาดแต่ละแห่งอาจขยายกว้างขึ้นด้วย พื้นที่ที่สต็อกลดลงอย่างชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบจากเงื่อนไขการนำเข้าและการขนส่งทางเรือมากเป็นพิเศษ ขณะที่พื้นที่ซึ่งอุปทานค่อนข้างราบรื่นอาจเห็นทิศทางราคาต่างจากค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ
สำหรับผลกระทบในประเทศไทย ราคาดีเซลโลกที่ปรับขึ้นอาจส่งผ่านไปยังค่าระวางเรือ ต้นทุนนำเข้า และค่าการกลั่น ก่อนสะท้อนไปที่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มและต้นทุนโลจิสติกส์ในที่สุด อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีตัวเลขชัดเจนที่ระบุความเร็วในการส่งผ่านราคาหรือขนาดผลกระทบต่อต้นทุนโลจิสติกส์ในประเทศ
ท้ายที่สุด สถานการณ์อุปทานในฤดูหนาวนี้จะขึ้นอยู่กับข้อจำกัดการส่งออกของรัสเซีย ความคืบหน้าในการซ่อมแซมโรงกลั่นตะวันออกกลาง และความเร็วของการลดลงของสต็อกในแต่ละภูมิภาค ประเด็นที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือความเป็นไปได้เรื่องอุปทานล้นตลาดช่วงปลายปีตามที่ IEA ระบุจะเกิดขึ้นจริงเมื่อใด และสต็อกชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ จะฟื้นตัวได้หรือไม่
ความคิดเห็น 0