ระบบห่วงโซ่อุปทานที่ใช้บัญชีแยกประเภทแบบกระจายศูนย์บนเครือข่ายเฮเดอรา(HBAR) เพื่อติดตามแหล่งผลิต คุณภาพ และการปฏิบัติตามกฎระเบียบของ 'โกโก้' เข้าสู่ขั้นตอนทดสอบแล้ว โดยผสานเทคโนโลยียืนยันตัวตนสินค้าจริงเข้ากับบันทึกดิจิทัล เชื่อมโยงเส้นทางสินค้าตั้งแต่ฟาร์มไปจนถึงโรงงานแปรรูปเป็นเส้นทางเดียว
เดอะแฮชกราฟกรุ๊ป(The Hashgraph Group) และเมอร์ค(Merck) บริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากเยอรมนี ประกาศเมื่อวันที่ 8 (เวลาท้องถิ่น) ว่ากำลังทดสอบระบบดังกล่าวโดยได้รับการให้คำปรึกษาและสนับสนุนด้านการติดตั้งจากพีดับเบิลยูซี(PwC) เยอรมนี ทั้งนี้เลือก 'โกโก้' เป็นสินค้านำร่องกลุ่มแรก และระบุว่าสามารถขยายโครงสร้างไปยังกลุ่มอาหาร ยา สินค้าหรู อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนอุตสาหกรรมได้ในอนาคต
ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับข้อกำหนดตรวจสอบความเสี่ยงด้านการทำลายป่า(Due Diligence) ของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นกระบวนการยืนยันว่าวัตถุดิบในสินค้าไม่เกี่ยวข้องกับการทำลายป่า พร้อมทั้งจัดเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ตรวจสอบได้
หัวใจของระบบคือการกำหนด 'ตัวตนดิจิทัล' ให้กับวัตถุดิบโกโก้หรือหน่วยสินค้าแต่ละชิ้น โดย 'พาสปอร์ตดิจิทัลของสินค้า' จะบันทึกข้อมูลแหล่งกำเนิด คุณภาพ ใบรับรอง และการปฏิบัติตามกฎระเบียบไว้ทั้งหมด
ระบบแทร็กเทรซ(TrackTrace) ของเดอะแฮชกราฟกรุ๊ป จะบันทึกเหตุการณ์สำคัญในห่วงโซ่อุปทานลงบนบัญชีแยกประเภทของเฮเดอรา ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลที่เกิดขึ้นระหว่างการผลิต การแปรรูป และการจัดจำหน่ายให้เป็นประวัติเดียวกัน
ขณะที่ระบบเอ็มทรัสต์(M-Trust) ของเมอร์ค จะสแกนตราสัญลักษณ์ความปลอดภัยที่ติดอยู่บนสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ เพื่อยืนยันว่าสินค้าจริงตรงกับบันทึกดิจิทัลหรือไม่ เป็นโครงสร้างที่ผสานบันทึกบนบัญชีแยกประเภทเข้ากับการยืนยันตัวตนสินค้าจริง
ข้อมูลที่เกิดขึ้นในแต่ละจุดจัดจำหน่ายและตรวจสอบจะถูกเพิ่มเข้าระบบผ่านการสแกนหรือการป้อนข้อมูล ทั้งแหล่งผลิต บันทึกคุณภาพ ใบรับรอง เอกสารตรวจสอบความเสี่ยง และผลการยืนยันสินค้าจริง จะถูกผูกรวมไว้ในประวัติสินค้าชุดเดียวกัน
ผู้เข้าร่วมที่ได้รับอนุญาตสามารถตรวจสอบบันทึกห่วงโซ่อุปทานที่ยืนยันได้ ส่วนผู้บริโภคทั่วไปอาจเข้าถึงข้อมูลบางส่วนผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ด
กรณีนี้สะท้อนว่าการบันทึกบนบัญชีแยกประเภทแบบกระจายศูนย์เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอสำหรับการตรวจสอบย้อนกลับห่วงโซ่อุปทาน เพราะนอกจากบันทึกการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบแล้ว ยังต้องยืนยัน 'ความแท้จริงของสินค้าจริง' ควบคู่กันไปด้วย
พีดับเบิลยูซี เยอรมนี รับหน้าที่ออกแบบขั้นตอนการทำงาน ธรรมาภิบาล กระบวนการปฏิบัติงาน และระบบฝึกอบรมที่จำเป็นต่อการนำเทคโนโลยีไปใช้จริง เป็นการวางทั้งโครงสร้างเทคโนโลยีและระบบปฏิบัติงานหน้างานไปพร้อมกัน
สเตฟาน ไดส์(Stefan Deiss) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งเดอะแฮชกราฟกรุ๊ป กล่าวว่า “เราสามารถเชื่อมโยงสินค้าจริงเข้ากับบันทึกดิจิทัลที่เชื่อถือได้” พร้อมระบุว่า “นี่คือรากฐานสำหรับการปฏิบัติตามกฎระเบียบ การควบคุมคุณภาพ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค” คำกล่าวนี้สะท้อนแนวคิดที่ต้องการขยายขอบเขตการใช้งานจากโกโก้ไปสู่อุตสาหกรรมอื่นที่ต้องการทั้งการตรวจสอบย้อนกลับและการยืนยันความแท้จริง
โทมัส เอนเดรส(Thomas Endress) ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายเอ็มทรัสต์ของเมอร์ค กล่าวว่า “การตรวจสอบย้อนกลับแบบดิจิทัลจะแสดงคุณค่าที่แท้จริงก็ต่อเมื่อเชื่อมโยงกับหลักฐานทางกายภาพ” สะท้อนโครงสร้างที่เอ็มทรัสต์ทำหน้าที่ยืนยันความแท้จริงของสินค้า ขณะที่แทร็กเทรซบันทึกเหตุการณ์การยืนยันนั้นไว้ในประวัติสินค้า
ฮูเซน คาปาซี(Husen Kapasi) หัวหน้าฝ่ายเอนเตอร์ไพรส์บล็อกเชนของพีดับเบิลยูซี เยอรมนี ระบุว่า การรักษาประวัติคุณภาพและการปฏิบัติตามกฎระเบียบของวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปให้อยู่ในรูปแบบบันทึกที่ตรวจสอบได้ จะช่วยรองรับการเรียกคืนสินค้าอาหารหรือการตรวจสอบด้านกฎระเบียบได้ในอนาคต โดยชี้ว่าบันทึกห่วงโซ่อุปทานสามารถนำไปใช้ได้ทั้งการตรวจสอบย้อนหลัง การเรียกคืนสินค้า และกระบวนการสอบสวน
เนื้อหาที่เปิดเผยครั้งนี้เป็นเพียงระบบในขั้นทดสอบและแนวคิดการใช้งาน ยังไม่มีการเปิดเผยขนาดการใช้งานจริงทั่วทั้งห่วงโซ่อุปทานหรือผลการดำเนินงาน ประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปคือโครงสร้างนี้จะขยายจากโกโก้ไปสู่อุตสาหกรรมอื่นได้มากน้อยเพียงใด
ความคิดเห็น 0