โนวา มิเนอรัลส์ (Nova Minerals) ขนอุปกรณ์แปรรูปและถลุง 'แอนติโมนี' หนักประมาณ 500 ตัน มาถึงท่าพอร์ตแมคเคนซี (Port MacKenzie) ในอะแลสกาแล้ว ถือเป็นการเดินหน้าจากขั้นออกแบบและจัดหา มาสู่ขั้นเตรียมก่อสร้างจริงหน้าไซต์งาน ตามเป้าหมายเริ่มผลิตครั้งแรกในปี 2027 ที่บริษัทวางไว้
โนวา มิเนอรัลส์ระบุเมื่อวันที่ 8 (เวลาท้องถิ่น) ว่าอุปกรณ์ชุดนี้เดินทางมาถึงพอร์ตแมคเคนซีแล้ว โดยเรือบาร์จออกจากเมืองซีแอตเทิล สหรัฐฯ ตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม และมาถึงอ่าวคุก (Cook Inlet) ในวันที่ 6 กันยายน อุปกรณ์ทั้งหมดถูกขนส่งผ่านตู้คอนเทนเนอร์กว่า 40 ตู้ รวมกับสินค้าขนาดใหญ่อีกหลายชิ้น
อุปกรณ์ที่นำเข้ามาประกอบด้วยเครื่องบด เครื่องคัดแยกแร่ เครื่องโม่ ระบบลอยแร่ (flotation) และระบบถลุง โดยบริษัทระบุว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะใช้แปรรูปและถลุงแร่ที่ได้จาก 'โครงการเอสเทล' (Estelle) ที่พอร์ตแมคเคนซี
ผลผลิตช่วงแรกคือ 'แอนติโมนีไตรซัลไฟด์' (antimony trisulfide) เกรดที่ใช้ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ บริษัทระบุว่าออกแบบโรงงานเป็นระบบโมดูล เพื่อให้ในอนาคตสามารถขยายไปผลิตแอนติโมนีโลหะและแอนติโมนีออกไซด์ได้ด้วย
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม โนวา มิเนอรัลส์ประกาศว่าได้จบขั้นวิศวกรรมและออกแบบโรงงานนำร่องแปรรูปแอนติโมนีในโครงการเอสเทลแล้ว ซึ่งครอบคลุมทั้งโรงบำบัดขั้นต้น 'วิสกี้ บราโว' (Whiskey Bravo) ในพื้นที่เอสเทล โรงแต่งแร่และถลุงที่พอร์ตแมคเคนซี รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนอื่น ๆ
ต่อมาวันที่ 27 สิงหาคม บริษัทแจ้งว่าอุปกรณ์น้ำหนักราว 500 ตันออกเดินทางจากซีแอตเทิลไปยังพอร์ตแมคเคนซีแล้ว บริษัทอธิบายว่าการนำอุปกรณ์มือสองจากโรงแปรรูปแร่เดิมในอเมริกาเหนือมาใช้ ช่วยลดทั้งเวลาจัดหาและต้นทุน เมื่อเทียบกับการสร้างอุปกรณ์ใหม่ทั้งหมด
คริสโตเฟอร์ เกอร์ไทเซน (Christopher Gerteisen) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของโนวา มิเนอรัลส์ กล่าวว่า “การขนส่งอุปกรณ์ครั้งนี้เป็นหมุดหมายสำคัญที่พาโครงการจากขั้นสำรวจและพัฒนา ไปสู่การผลิตแอนติโมนีจริงที่เอสเทล” คำกล่าวนี้สะท้อนว่าการย้ายอุปกรณ์เดิมมาไว้ที่อะแลสกาจะช่วยให้การก่อสร้างโรงงานที่พอร์ตแมคเคนซีและการผลิตครั้งแรกในปี 2027 เกิดขึ้นได้เร็วขึ้น
เงินสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ถูกจัดสรรให้กับ 'อะแลสกา เรนจ์ รีซอร์สเซส' (Alaska Range Resources หรือ ARR) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของโนวา มิเนอรัลส์ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2025 ว่าจะสนับสนุนเงิน 43.4 ล้านดอลลาร์ให้กับ ARR ภายใต้หมวด 3 ของกฎหมายการผลิตเพื่อการป้องกันประเทศ (Defense Production Act Title III)
เงินสนับสนุนนี้จะถูกใช้สกัด แยก และถลุงแร่ 'สทิบไนต์' (stibnite) เพื่อผลิตแอนติโมนีไตรซัลไฟด์เกรดกองทัพ รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่าตลาดแอนติโมนีและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องทั่วโลกถูกครอบงำโดยจีนและรัสเซีย จึงมองว่าการสร้างซัพพลายเชนในประเทศเป็นประเด็นความมั่นคงแห่งชาติ
'แอนติโมนี' เป็นแร่ที่ใช้ในการผลิตกระสุน การทำโลหะให้แข็งตัว แบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ส่วนแอนติโมนีไตรซัลไฟด์เป็นสารประกอบของแอนติโมนีกับกำมะถัน ซึ่งเป็นผลผลิตช่วงแรกของโครงการนี้
โครงสร้างธุรกิจของโครงการคือการนำแร่จากพื้นที่เหมืองเอสเทลมาแปรรูปและถลุงที่พอร์ตแมคเคนซี ซึ่งบริษัทระบุว่าพอร์ตแมคเคนซีมีความพร้อมด้านโลจิสติกส์ ทั้งท่าเรือน้ำลึก เครือข่ายถนน และเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อ
ทั้งนี้ ผู้รับเงินสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลสหรัฐฯ คือ ARR ขณะที่การแถลงข่าวของบริษัทเน้นอธิบายผ่านโครงการเอสเทลของโนวา มิเนอรัลส์เป็นหลัก จึงควรแยกพิจารณาระหว่างผู้รับผลประโยชน์จากเงินสนับสนุนรัฐ กับผู้ดำเนินโครงการจริง
ฝ่ายการเมืองระดับท้องถิ่นของอะแลสกาออกมาสนับสนุนโครงการนี้ โดยเน้นย้ำผลดีต่อซัพพลายเชน การจ้างงาน และเศรษฐกิจในพื้นที่ คำแถลงของบริษัทระบุว่ามีเสียงสนับสนุนจากนิค เบกิช (Nick Begich) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ, เควิน แม็คเคบ (Kevin McCabe) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรัฐอะแลสกา และเอ็ดนา เดฟรีส์ (Edna DeVries) นายกเทศมนตรีเขตปกครองท้องถิ่นมาทานูสกา-ซูซิตนา (Matanuska-Susitna Borough)
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายผลิตครั้งแรกในปี 2027 เป็นตัวเลขที่โนวา มิเนอรัลส์ตั้งไว้เองเท่านั้น ก่อนจะผลิตได้จริง ยังต้องผ่านขั้นตอนก่อสร้างโรงงาน การขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐ การทดสอบเดินเครื่อง และกระบวนการโลจิสติกส์ทั้งวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์
การมาถึงของอุปกรณ์ชุดนี้เพียงอย่างเดียวยังไม่ได้แปลว่าการก่อสร้างโรงงานหรือการผลิตจริงเสร็จสิ้นแล้ว โนวา มิเนอรัลส์นำเสนอเรื่องนี้ว่าเป็นก้าวสำคัญสู่การเปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิต ส่วนกำหนดเวลาผลิตจริงยังต้องรอดูความคืบหน้าของขั้นตอนต่อไป
ความคิดเห็น 0