แซนดิสก์(SNDK) พุ่งขึ้น 11.9% และเคแอลเอ(KLAC) ขยับขึ้น 7.32% นำหุ้นกลุ่มเมมโมรีและอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นพร้อมกันในวันที่ 4 กันยายน แม้ตัวเลขการจ้างงานเดือนสิงหาคมที่ออกมาแข็งแกร่งจะทำให้ตลาดจับตาทิศทางดอกเบี้ยมากขึ้น แต่มีการวิเคราะห์ว่าเงินทุนกลับไหลเข้าหุ้นกลุ่มเมมโมรีและอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์แทน
เคแอลเอ(KLAC) ปิดตลาดวันดังกล่าวที่ 185.60 ดอลลาร์ ระหว่างวันเคยขึ้นไปแตะ 184.84 ดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 6.9% ขณะที่แลม รีเสิร์ช(LRCX) เทราไดน์(TER) และแอพพลายด์ แมททีเรียลส์(AMAT) ต่างปรับตัวขึ้นตามไปด้วย
อินเวสติ้งดอทคอม(Investing.com) รายงานว่าการขึ้นของเคแอลเอครั้งนี้มาจากแรงหนุนของอุตสาหกรรมอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์โดยรวม มากกว่าข่าวดีเฉพาะตัวของบริษัท ตัวเลขเปอร์เซ็นต์การเพิ่มขึ้นระหว่างวันกับราคาปิดแตกต่างกันไปตามช่วงเวลาที่รายงาน แต่ราคาปิดสุดท้ายยืนยันตัวเลขเพิ่มขึ้น 7.32%
หุ้นกลุ่มเมมโมรีปรับตัวขึ้นแรงกว่า โดยนอกจากแซนดิสก์ที่พุ่ง 11.9% แล้ว ไมครอน(MU) เวสเทิร์น ดิจิทัล(WDC) และซีเกท(STX) ต่างปรับขึ้นราว 6% เช่นกัน ส่งผลให้ดัชนีฟิลาเดลเฟียเซมิคอนดักเตอร์(Philadelphia Semiconductor Index) ปิดบวกกว่า 3%
ที่น่าสนใจคือหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และเมมโมรีแข็งแกร่งกว่าตลาดโดยรวมที่ปรับตัวลงในวันเดียวกัน มีการตีความว่าปรากฏการณ์นี้สะท้อนการหมุนเวียนเงินทุนในอุตสาหกรรม จากหุ้นเมมโมรีไปสู่หุ้นอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ มากกว่าจะมาจากประกาศใหม่ของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง
ทั้งนี้ ยังไม่พบประกาศใหม่จากเคแอลเอที่อธิบายการขึ้นของราคาหุ้นในวันที่ 4 กันยายนโดยตรง ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม เคแอลเอเคยแถลงผลประกอบการโดยระบุว่าการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์(AI) และความซับซ้อนของการออกแบบเมมโมรีที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยหนุนความต้องการระบบควบคุมกระบวนการผลิต
ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในสัปดาห์นี้จึงถูกตีความว่าเป็นการนำข้อความจากผลประกอบการเดิมของเคแอลเอกลับมาตีความใหม่ในระดับอุตสาหกรรมอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์และเมมโมรีทั้งกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ยังสรุปแน่ชัดไม่ได้ว่าการปรับขึ้นครั้งนี้มาจากประกาศใหม่ของบริษัท
ตัวเลขการจ้างงานเดือนสิงหาคมของสหรัฐฯ ระบุว่าการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่ง และอัตราว่างงานอยู่ที่ 4.1% การจ้างงานที่แข็งแกร่งกว่าคาดทำให้ตลาดจับตาทิศทางดอกเบี้ยของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐ(FOMC) ในการประชุมเดือนกันยายนมากขึ้น
FOMC เป็นหน่วยงานภายในธนาคารกลางสหรัฐ(Federal Reserve) ที่ทำหน้าที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและทิศทางนโยบายการเงิน ในช่วงที่ตัวเลขการจ้างงานและเงินเฟ้อทยอยประกาศออกมาต่อเนื่องเช่นนี้ ตลาดมักจับตาทั้งสองตัวเลขไปพร้อมกันเพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ย
ตัวแปรถัดไปของตลาดคือเงินเฟ้อ โดยสำนักสถิติแรงงานสหรัฐ(BLS) มีกำหนดประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค(CPI) เดือนสิงหาคม ในวันที่ 11 กันยายน เวลา 19:30 น. ตามเวลาประเทศไทย
รอยเตอร์(Reuters) รวบรวมความเห็นจากนักเศรษฐศาสตร์ คาดการณ์ว่า CPI เดือนสิงหาคมจะเพิ่มขึ้น 0.4% เทียบเดือนก่อนหน้า ขณะที่ CPI พื้นฐาน(Core CPI) ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.2% ก่อนการประชุม FOMC วันที่ 15-16 กันยายน ตัวเลขเงินเฟ้อจึงถูกจับตาเป็นข้อมูลสำคัญที่จะบ่งชี้ทิศทางดอกเบี้ย
CPI เดือนกรกฎาคมที่ประกาศไปก่อนหน้านี้เพิ่มขึ้น 3.4% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วน Core CPI เพิ่มขึ้น 2.5% ขณะที่ค่าที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น 3.2% และพลังงานเพิ่มขึ้นถึง 14.7%
ยังต้องรอลุ้นว่า Core CPI เดือนสิงหาคมจะชะลอลงมาอยู่ที่ 2.4% หรือไม่ ขณะที่ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงจับตาทิศทางดอกเบี้ยก่อนการประกาศตัวเลข CPI อย่างต่อเนื่อง
การปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ครั้งนี้จึงมีลักษณะเป็นการหมุนเวียนเงินทุนในอุตสาหกรรมมากกว่าการตอบรับประกาศใหม่ของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง
ตัวเลข CPI เดือนสิงหาคมจะประกาศจริงในวันที่ 11 กันยายน เวลา 19:30 น. ตามเวลาประเทศไทย จากนั้นต้องติดตามต่อว่าการประชุม FOMC วันที่ 15-16 กันยายนจะสะท้อนทิศทางเงินเฟ้อและการจ้างงานเข้าไปในการตัดสินใจนโยบายการเงินอย่างไร
ความคิดเห็น 0