สกอตต์ เบสเซนต์(Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่าสถานการณ์ที่จีนก้าวล้ำหน้าสหรัฐฯ ในด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI คือความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ สะท้อนว่าการแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ และจีนไม่ได้จำกัดอยู่แค่การช่วงชิงความเป็นผู้นำระหว่างบริษัทเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่ขยายวงกว้างกลายเป็นประเด็นความมั่นคงแห่งชาติและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา (เวลาท้องถิ่น) ในงานสนทนาที่ New York Economic Club เบสเซนต์กล่าวว่า "ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของ AI คือการที่จีนแซงหน้าเราไป" พร้อมอธิบายตัวเองว่าเป็น 'ผู้ประสานงานหลัก' หรือ point person ที่ดูแลทั้งนโยบาย AI และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ กับจีนไปพร้อมกัน คำพูดนี้ตอกย้ำว่าประเด็น AI ไม่ใช่เรื่องเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจต่อจีน
เบสเซนต์นิยามการแข่งขันด้าน AI ว่าไม่ใช่แค่นโยบายอุตสาหกรรมแยกส่วน แต่ผูกติดกับนโยบายเศรษฐกิจที่มีต่อจีนโดยตรง สะท้อนมุมมองว่าการแข่งขันเรื่องการพัฒนา การนำ AI ไปใช้งานจริง และห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง ล้วนเชื่อมโยงกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อย่างแยกไม่ออก
ในวันเดียวกัน กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ปิดท้ายซีรีส์งานเสวนา 'AI Innovation Series' โดยระบุว่า AI คือตัวแปรสำคัญของระบบการเงินและการเติบโตทางเศรษฐกิจ เบสเซนต์กล่าวเสริมว่า "ประเทศที่นำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด จะเป็นผู้กำหนดยุคใหม่แห่งการเติบโต" พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ จะรักษาความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีนี้ต่อไป
วาระที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ หยิบยกขึ้นมาครอบคลุมทั้งยุทธศาสตร์และธรรมาภิบาลด้าน AI ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เสถียรภาพทางการเงิน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ชี้ให้เห็นว่า AI ถูกมองไม่ใช่แค่การแข่งขันด้านประสิทธิภาพของโมเดล แต่เป็นเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อความยืดหยุ่นของระบบการเงินและเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม
ความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ และจีนจะเปิดโต๊ะเจรจาด้าน AI ยังคงเปิดกว้างอยู่ แต่ยังไม่มีการกำหนดวันที่แน่ชัด สำนักข่าว Reuters รายงานว่าทั้งสองประเทศกำลังเตรียมการเจรจาว่าด้วยความปลอดภัยของ AI ในช่วงกลางเดือนกันยายน โดยมีชื่อของเบสเซนต์ถูกกล่าวถึงในฐานะตัวแทนฝ่ายสหรัฐฯ
ประเด็นที่คาดว่าจะถูกหยิบยกขึ้นหารือ ได้แก่ การเฝ้าระวังการโจมตีทางไซเบอร์ที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือ การควบคุมตนเองของห้องปฏิบัติการวิจัย AI ในทั้งสองประเทศ และปัญหาการ 'กลั่นโมเดล' หรือ model distillation ที่เกี่ยวข้องกับโมเดล AI ของสหรัฐฯ ซึ่งหมายถึงวิธีการนำผลลัพธ์จากโมเดล AI ขนาดใหญ่ไปใช้ฝึกฝนโมเดลขนาดเล็กและมีต้นทุนต่ำกว่า
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่าขณะนี้ยังไม่มีการประชุมด้าน AI ใดถูกกำหนดไว้ในช่วงกลางเดือนกันยายน ขณะที่มีการคาดการณ์ว่าตัวแทนฝ่ายจีนอาจเป็นเหอ ลี่เฟิง(He Lifeng) รองนายกรัฐมนตรี หรือติง เสวี่ยเสียง(Ding Xuexiang) กรรมการประจำกรมการเมืองจีน แต่รายชื่อผู้เข้าร่วมและวาระการประชุมยังไม่ได้รับการยืนยัน
กระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงในการแถลงข่าวประจำวันที่ 7 กันยายนว่า "จีนและสหรัฐฯ ยังคงรักษาการสื่อสารกันในเรื่อง AI" ซึ่งตีความได้ว่าช่องทางการหารืออย่างเป็นทางการยังคงดำเนินอยู่
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม กระทรวงการต่างประเทศจีนเคยระบุว่าจีนและสหรัฐฯ คือ 'สองประเทศผู้นำด้าน AI' และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการร่วมมือด้านธรรมาภิบาล AI สะท้อนภาพที่ต่างกันระหว่างฝ่ายสหรัฐฯ ที่ชี้ว่าการไล่ตามของจีนคือความเสี่ยง กับฝ่ายจีนที่เน้นย้ำแนวทางธรรมาภิบาลเทคโนโลยีแบบเปิดกว้างและครอบคลุม
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องความปลอดภัยของ AI เท่านั้น แต่ยังพันเกี่ยวกับมาตรการควบคุมการส่งออก ห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ ข้อกล่าวหาเรื่องการลอกเลียนโมเดล และความเป็นไปได้ของมาตรการคว่ำบาตรในอนาคต
เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม หน่วยงานเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ได้ตั้งข้อกล่าวหาบริษัท Moonshot AI ของจีนเรื่องการกลั่นโมเดล ขณะที่เบสเซนต์กล่าวถึงความเป็นไปได้ของมาตรการคว่ำบาตรและการขึ้นบัญชีดำทางการค้า ด้านสถานทูตจีนออกมาโต้แย้งข้อกล่าวหาดังกล่าวว่า "ไม่มีมูลความจริงเลย"
ต่อมาเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม กระทรวงพาณิชย์จีนวิจารณ์นโยบาย AI ของสหรัฐฯ ว่าเป็น 'การครองอำนาจนำด้าน AI' หรือ AI hegemonism พร้อมเตือนว่าจะมีมาตรการตอบโต้ ตอกย้ำให้เห็นว่าทั้งสองประเทศต่างพูดถึงความปลอดภัยและความเปิดกว้างของเทคโนโลยี AI ไปพร้อมกับการปกป้องผลประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมและความมั่นคงของตนเองเป็นหลัก
พอล ทริโอโล(Paul Triolo) พาร์ทเนอร์จาก DGA-อัลไบรท์สโตนบริดจ์กรุ๊ป ให้สัมภาษณ์กับ Reuters เกี่ยวกับการเจรจาด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ และจีนว่า "ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ก็คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว" ความเห็นนี้สะท้อนมุมมองของฝ่ายที่ต้องการผลักดันให้เกิดการเจรจาโดยเร็ว แต่เมื่อทำเนียบขาวปฏิเสธว่ายังไม่มีการประชุมกำหนดไว้ในกลางเดือนกันยายน จึงยังต้องรอการยืนยันเพิ่มเติมว่าการเจรจาจริงจะเกิดขึ้นหรือไม่
โครงสร้างการแพร่กระจายโมเดลเปิดของบริษัท AI จีนและการสะสมข้อมูลภาคอุตสาหกรรม ที่ TokenPost เคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้ ชี้ให้เห็นว่าการแข่งขันด้าน AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประสิทธิภาพของโมเดลเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับการสะสมข้อมูลและการนำไปใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งกรณีล่าสุดนี้ยังเพิ่มมิติเรื่องกฎความปลอดภัยไซเบอร์ ห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ และการเจรจาต่อรองระหว่างประเทศเข้ามาอีกชั้นหนึ่ง
ประเด็นนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับการช่วงชิงความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ มากกว่าราคาหรือดัชนีเครือข่ายของคริปโตเคอร์เรนซีสกุลใดสกุลหนึ่ง สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือการเจรจาด้าน AI ในช่วงกลางเดือนกันยายนจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ วาระสุดท้ายจะเป็นอย่างไร และตัวแทนฝ่ายจีนจะได้รับการยืนยันเมื่อใด
ความคิดเห็น 0