ค่าจ้างของกลุ่มรายได้ล่างในสหรัฐปรับขึ้นมากกว่ากลุ่มรายได้ปานกลาง แต่ในด้านการใช้จ่ายและการถือครองสินทรัพย์ กลุ่มรายได้สูงยังคงนำอยู่เช่นเดิม ความต่างของตัวชี้วัดที่เลือกพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นรายได้ การใช้จ่าย หรือสินทรัพย์ ทำให้เกิดคำถามว่าเศรษฐกิจสหรัฐเปลี่ยนจากรูปแบบ 'K' ไปเป็นรูปแบบ 'C' แล้วจริงหรือไม่
เมื่อวันที่ 8 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของ Planet Money รายการของสถานีวิทยุ NPR ระบุว่ารูปร่างของเศรษฐกิจสหรัฐจะแตกต่างกันไปตามตัวชี้วัดที่เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นรายได้ สินทรัพย์ การใช้จ่าย หรือราคาสินค้า โดยเศรษฐกิจรูปแบบ K หมายถึงภาวะที่กลุ่มรายได้สูงเติบโตขึ้นขณะที่กลุ่มรายได้ต่ำตามไม่ทัน ส่วนเศรษฐกิจรูปแบบ C หมายถึงแนวโน้มที่กลุ่มรายได้ล่างเริ่มไล่ตามกลุ่มบนขึ้นมา
สกอตต์ เบสเซนต์(Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ให้สัมภาษณ์กับ CNBC เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม (เวลาท้องถิ่น) ว่า “เศรษฐกิจรูปแบบ K จบลงแล้ว และตอนนี้ใกล้เคียงกับรูปแบบ C มากกว่า” พร้อมอ้างว่าค่าจ้างของแรงงานกลุ่มล่างสุด 25% เพิ่มขึ้น 2% โดยยกตัวเลขนี้เป็นหลักฐานว่าช่องว่างรายได้กำลังแคบลง
ขณะที่กระทรวงการคลังสหรัฐเปิดเผยว่า ค่าจ้างรายสัปดาห์ตามมูลค่าที่ตราไว้ของกลุ่มเปอร์เซ็นไทล์ที่ 25 ในไตรมาสที่สองเพิ่มขึ้น 5.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่วนค่าจ้างรายสัปดาห์ของกลุ่มค่ามัธยฐานในช่วงเดียวกันเพิ่มขึ้น 4.4% ซึ่งหมายความว่ากลุ่มรายได้ล่างมีอัตราการเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มกลาง
ตัวเลขนี้เมื่อพิจารณาเฉพาะด้านค่าจ้างสนับสนุนการตีความแบบเศรษฐกิจรูปแบบ C แต่ตัวเลข 2% ที่เบสเซนต์อ้างถึงกับตัวเลข 5.5% ที่กระทรวงการคลังเปิดเผยนั้นวัดจากกลุ่มตัวอย่างและเกณฑ์ต่างกัน จึงไม่สามารถนำมาเทียบกันโดยตรงได้
ด้านตลาดแรงงานในภาพรวมก็ดูแข็งแกร่งเช่นกัน สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ(U.S. Bureau of Labor Statistics) เปิดเผยเมื่อวันที่ 4 กันยายน (เวลาท้องถิ่น) ว่าการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่ง และอัตราการว่างงานทรงตัวที่ 4.1%
อย่างไรก็ตาม การจ้างงานที่เพิ่มขึ้นและอัตราว่างงานต่ำเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอจะบอกได้ว่าแต่ละกลุ่มรายได้รู้สึกถึงการฟื้นตัวมากน้อยเพียงใด ต้องพิจารณาอัตราการเข้าร่วมกำลังแรงงานและการเปลี่ยนแปลงของอุปทานแรงงานควบคู่กันไป จึงจะเห็นว่าการปรับตัวดีขึ้นของตลาดแรงงานกระจุกอยู่ที่กลุ่มใด
ด้านตัวชี้วัดการใช้จ่ายกลับส่งสัญญาณต่างออกไป ธนาคารกลางสหรัฐ สาขาแอตแลนตา(Federal Reserve Bank of Atlanta) วิเคราะห์ข้อมูลการชำระเงินช่วงปี 2021-2025 พบว่าครัวเรือนรายได้สูงมีอัตราการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเร็วกว่าครัวเรือนรายได้ต่ำ
มีการวิเคราะห์ว่าช่องว่างด้านการใช้จ่ายยากจะแก้ไขได้ด้วยการขึ้นค่าจ้างเพียงอย่างเดียว เพราะแม้รายได้จะเพิ่มขึ้น แต่หากกลุ่มที่ถือครองสินทรัพย์อย่างหุ้นและอสังหาริมทรัพย์มีกำลังซื้อขยายตัวเร็วกว่า ความแตกต่างระหว่างกลุ่มรายได้ในภาพรวมของเศรษฐกิจก็ยังคงอยู่ต่อไป
ธนาคารกลางสหรัฐ สาขาริชมอนด์(Federal Reserve Bank of Richmond) ระบุในรายงานเดือนกรกฎาคมว่า เศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้อยู่ในรูปแบบ K ต่อเนื่องตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โดยด้านรายได้เคยแสดงลักษณะแบบ K ในช่วงฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยปี 2001 และปี 2007-2009 ขณะที่ด้านการใช้จ่ายแสดงลักษณะแบบ K ในช่วงปี 2021-2023
ในทางกลับกัน ช่วงฟื้นตัวหลังโควิด-19 รายได้ของหลายกลุ่มปรับเพิ่มขึ้นพร้อมกันจากผลของเงินโอนช่วยเหลือภาครัฐ ซึ่งสะท้อนว่ารูปแบบ K และ C ไม่ใช่รูปทรงตายตัวของเศรษฐกิจโดยรวม แต่เป็นคำอธิบายที่สรุปการเคลื่อนไหวของตัวชี้วัดในแต่ละช่วงเวลาเท่านั้น
ตัวชี้วัดความยากจนก็ทำให้ยากที่จะสรุปการรับรู้ของแต่ละกลุ่มรายได้เป็นภาพเดียว สำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐ(U.S. Census Bureau) เปิดเผยว่าอัตราความยากจนตามเกณฑ์ Supplemental Poverty Measure ปี 2022 อยู่ที่ 12.4% เพิ่มขึ้นจาก 7.8% ในปี 2021 โดยระบุว่าสาเหตุหลักมาจากการสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือช่วงการระบาดใหญ่
จะเห็นได้ว่าข้อสรุปเปลี่ยนไปตามเกณฑ์ที่เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างตามมูลค่าที่ตราไว้กับอำนาจซื้อที่แท้จริง รายได้กับการใช้จ่าย หรือการมีสินทรัพย์ครอบครองหรือไม่ เพียงข้อเท็จจริงที่ว่าค่าจ้างกลุ่มล่างปรับขึ้น ยังไม่เพียงพอจะสรุปได้ว่าช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างกลุ่มรายได้แคบลงโดยรวม
กระแสที่การตีความว่าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวแบบตัว K เคยสั่นคลอนและขยายไปสู่การถกเถียงเรื่องตัว C และตัว E ก็เริ่มต้นจากประเด็นเดียวกันนี้ ครั้งนั้นการวินิจฉัยเศรษฐกิจก็แตกต่างกันไปตามค่าจ้าง ความเชื่อมั่นด้านการใช้จ่าย และการถือครองสินทรัพย์ของแต่ละกลุ่มรายได้
บทวิเคราะห์จากธนาคารกลางสหรัฐและสาขาต่าง ๆ ชี้ให้เห็นว่าการปรับตัวดีขึ้นของค่าจ้างกับช่องว่างด้านการใช้จ่ายและสินทรัพย์สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ เช่นเดียวกับกรณีเสียงเตือนให้ระมัดระวังในการประกาศยุติเศรษฐกิจตัว K แม้ค่าแรงกลุ่มรายได้ต่ำจะดีขึ้น ที่มีสาเหตุมาจากขอบเขตและวิธีวัดตัวชี้วัดแต่ละตัวที่แตกต่างกัน
ท้ายที่สุดแล้ว การเปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบ C มีความหมายในฐานะคำอธิบายการปรับขึ้นของค่าจ้างกลุ่มล่าง แต่ยังมีขอบเขตจำกัดเกินกว่าจะนำมาสรุปภาพรวมของเศรษฐกิจสหรัฐทั้งระบบ การเปรียบเทียบค่าจ้าง การจ้างงาน การใช้จ่าย สินทรัพย์ และราคาสินค้าโดยใช้เกณฑ์เดียวกันอย่างต่อเนื่อง จึงยังเป็นสิ่งจำเป็นก่อนจะตัดสินได้ว่าการตีความแบบ K หรือ C เหมาะสมกว่ากัน
ความคิดเห็น 0