กระทรวงคมนาคมสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ ส่งจดหมายถึงฟอร์ด(F) เตือนว่าความร่วมมือกับบริษัทจีนอาจสร้างความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ยังดำเนินต่อเนื่อง เหตุการณ์นี้สะท้อนความเห็นต่างระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับภาคเอกชนเรื่องการใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่จีนในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์
เมื่อวันที่ 8 (เวลาท้องถิ่น) ฌอน ดัฟฟี(Sean Duffy) รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมสหรัฐฯ ส่งจดหมายถึงจิม ฟาร์ลีย์(Jim Farley) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของฟอร์ด ระบุว่ากลยุทธ์ของฟอร์ดที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจีน “มีปัญหาในแง่ความมั่นคงของอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์สหรัฐฯ ความเสี่ยงที่เปิดเผยในห่วงโซ่อุปทาน และการพึ่งพาเทคโนโลยีจากประเทศคู่แข่งต่างชาติ” ตามรายงานของ CNBC ที่เผยแพร่เนื้อหาจดหมายฉบับนี้
ดัฟฟียกกรณีความสัมพันธ์ระหว่างฟอร์ดกับ CATL บริษัทแบตเตอรี่จีน มาเป็นประเด็นหลัก โดยฟอร์ดมีสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ (licensing) เทคโนโลยีแบตเตอรี่จาก CATL ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีลิเธียมไอรอนฟอสเฟต หรือ LFP ด้วย
นอกจาก CATL แล้ว ดัฟฟียังตั้งข้อสังเกตต่อความร่วมมือของฟอร์ดกับบริษัทจีนรายอื่นด้วย ขณะที่ฝ่ายฟอร์ดโต้กลับว่าจดหมายฉบับนี้มีข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง
สัญญาอนุญาตใช้เทคโนโลยีระหว่างฟอร์ดกับ CATL ประกาศออกมาตั้งแต่ปี 2023 หลังจากนั้นความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับจีนทวีความรุนแรงขึ้น ประกอบกับฟอร์ดมีแผนนำเทคโนโลยีแบตเตอรี่ดังกล่าวไปใช้ในธุรกิจระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) ทำให้สัญญาฉบับนี้กลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง
LFP เป็นเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ใช้ลิเธียมไอรอนฟอสเฟต นิยมใช้ทั้งในรถยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน ในกรณีนี้ LFP ถูกหยิบยกขึ้นมาในฐานะจุดเชื่อมโยงระหว่างเทคโนโลยีของบริษัทจีนกับสายการผลิตและห่วงโซ่อุปทานภายในสหรัฐฯ
ดัฟฟีระบุว่า “กระทรวงคมนาคมตระหนักดีถึงแรงกดดันจากการแข่งขันอันดุเดือดในตลาดโลก” แต่ก็กล่าวเสริมว่า “การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ล่าสุดของฟอร์ดกำลังแสดงให้เห็นภาพที่น่ากังวล คือแบรนด์ที่เป็นสัญลักษณ์ของสหรัฐฯ กำลังผูกอนาคตของตัวเองเข้ากับบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนอย่างแข็งขัน” คำกล่าวนี้สะท้อนว่ารัฐบาลสหรัฐฯ หยิบยกทั้งประเด็นความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานขึ้นมาพร้อมกัน เพื่อตั้งคำถามต่อความร่วมมือของฟอร์ดกับฝั่งจีน
ดัฟฟีเรียกร้องให้ฟอร์ดหันมาให้ความสำคัญกับแรงงานอเมริกันเป็นอันดับแรก และใช้ห่วงโซ่อุปทานจากประเทศพันธมิตรแทน โดยให้เหตุผลว่าอุตสาหกรรมยานยนต์สหรัฐฯ จำเป็นต้องเสริมความสามารถในการพึ่งพาตนเองและความมั่นคงให้แข็งแกร่งขึ้น
ด้านฟอร์ดออกมาวิจารณ์จดหมายฉบับนี้ว่าเป็น “ความพยายามที่ผิดพลาดเพื่อสร้างพาดหัวข่าว” พร้อมระบุว่าหากดัฟฟีติดต่อฟอร์ดก่อนเปิดเผยจดหมายต่อสื่อ ทางบริษัทก็พร้อมชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการลงทุนและการสร้างประโยชน์ต่อธุรกิจในสหรัฐฯ
เหตุการณ์นี้สะท้อนความขัดแย้งระหว่างบริษัทรถยนต์สหรัฐฯ ที่ต้องการใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่จีน กับฝ่ายรัฐบาลที่ยังคงระแวดระวังในประเด็นนี้ ทั้งนี้ยังไม่มีการเปิดเผยมาตรการเพิ่มเติมหรือกำหนดการติดตามผลใด ๆ จากรัฐบาลสหรัฐฯ เกี่ยวกับความร่วมมือของฟอร์ดกับบริษัทจีน
ความคิดเห็น 0