นโยบายการค้าระหว่างประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์อาจมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้บิตคอยน์(BTC)ได้รับการยอมรับในฐานะ ‘สินทรัพย์เพื่อการเก็บรักษามูลค่า’ ตามการวิเคราะห์ล่าสุดโดย เจฟฟ์ พาร์ก นักวิเคราะห์จากบิตไวส์(Bitwise) เขาระบุว่านโยบายลักษณะนี้อาจส่งผลกระทบรุนแรงในระยะสั้นต่อเศรษฐกิจโลก แต่ระยะยาวจะสร้างแรงขับเคลื่อนต่อความต้องการบิตคอยน์และผลักดันราคาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เจฟฟ์ พาร์ก ชี้ว่าบรรยากาศการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มมากขึ้นจะทำให้เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลทั่วโลกต้องออกมาตรการกระตุ้นทั้งในด้านการคลังและการเงิน ซึ่งจะทำให้ค่าเงินอ่อนตัวและระดับเงินเฟ้อสูงขึ้น ความเคลื่อนไหวเหล่านี้จะกระตุ้นให้ตลาดเริ่มมองหา ‘สินทรัพย์ที่ปลอดภัย’ มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น *บิตคอยน์(BTC)* เขาอธิบายว่า “เมื่อความเชื่อมั่นต่อเงินสกุลหลักเริ่มสั่นคลอน การเปลี่ยนทิศทางไปสู่สินทรัพย์ทางเลือกจะเริ่มต้นขึ้น และนั่นมีศักยภาพในการหนุนราคา BTC ระยะยาว”
ก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ เจฟฟ์ พาร์ก เคยแสดงความเห็นผ่าน X(ชื่อเดิมคือ Twitter) ว่าการจัดเก็บภาษีศุลกากรจะกลายเป็นภาระในรูปแบบเงินเฟ้อทั้งในฝั่งสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้า โดยเขาให้ความเห็นว่า “ประเทศคู่ค้าจะได้รับผลกระทบหนักกว่า และเพื่อลดผลกระทบ พวกเขาจะเลี่ยงไม่ได้ที่จะเพิ่มสภาพคล่องเข้าสู่ระบบอีกครั้ง”
แม้ความต้องการบิตคอยน์อาจพุ่งสูงขึ้น แต่นักลงทุนควรเตรียมรับมือกับ ‘แรงสั่นสะเทือนระยะสั้น’ เจฟฟ์ พาร์ก เตือนว่า สภาวะสงครามการค้าอาจไม่หยุดอยู่แค่ในเรื่องนโยบายการเงินหรือการคลัง หากแต่สามารถลุกลามกลายเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างของตลาดการเงินโลกได้ เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า “การล่มสลายของความมั่งคั่งที่ผูกกับสินทรัพย์แบบเดิมเริ่มมีความเป็นไปได้มากขึ้น”
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคจำนวนไม่น้อยต่างมีความกังวลต่อแนวโน้มดังกล่าว เรย์ ดาลิโอ ผู้ก่อตั้งกองทุนเฮดจ์ฟันด์ บริดจ์วอเทอร์ เตือนผ่าน X ว่าภาษีศุลกากรจะนำไปสู่ *ภาวะเงินเฟ้อในช่วงเศรษฐกิจซบเซา (Stagflation)* เขาระบุว่า “ประเทศผู้นำเข้าสินค้าจะเผชิญแรงกดดันด้านราคา ขณะที่ประเทศผู้ส่งออกจะเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว สุดท้ายแล้วจะเปิดทางให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบการเงินโลกครั้งใหญ่”
ข้อกังวลนี้ไม่ใช่เพียงทฤษฎี เพราะในช่วงที่รัฐบาลทรัมป์ครั้งก่อนประกาศปรับภาษีศุลกากรครั้งใหญ่ ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ตอบสนองอย่างรุนแรงพร้อมร่วงลงทันที นิค เพิร์คริน ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ข้อมูลคริปโต Coin Bureau เตือนว่าหากความขัดแย้งลุกลามกลายเป็นสงครามการค้าระดับโลก ความเสียหายทางเศรษฐกิจจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น “มีความเป็นไปได้สูงว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเข้าสู่ภาวะถดถอยในปี 2025 โดยมีโอกาสเกือบ 40% แล้วตอนนี้ก็เริ่มมีสัญญาณ” เขากล่าว
ขณะเดียวกัน มีบางมุมมองที่ตั้งข้อสงสัยว่า *ทรัมป์อาจมีเจตนาแทรกแซงตลาดอย่างเป็นระบบ* แอนโธนี พอมพลิอาโน ผู้จัดการสินทรัพย์ดิจิทัล ระบุว่า “ประธานาธิบดีอาจตั้งใจทำให้ตลาดผันผวนมากขึ้นเพื่อโน้มน้าวให้เฟดลดดอกเบี้ย ซึ่งจะช่วยกดภาระหนี้ของประเทศให้ต่ำลง” โดยอ้างถึงความเคลื่อนไหวของตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีลดลงจาก 4.66% เหลือ 4.00% ภายหลังการเปิดตัวรัฐบาลทรัมป์สมัยที่สอง
พอมพลิอาโนยังเสริมว่า “ในระยะสั้น แม้ตลาดจะเผชิญความปั่นป่วน แต่สุดท้าย ความผ่อนคลายด้านดอกเบี้ยและนโยบายการเงินที่เน้นปริมาณเงินสูงจะเป็นแรงหนุนสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงคริปโต” ซึ่งยิ่งทำให้บิตคอยน์มีภาพลักษณ์ชัดเจนขึ้นว่า *อาจเป็นคำตอบในยุคที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง*
ความคิดเห็น 0