สไตรฟ์(STRIVE) บริษัทร่วมทุนสัญชาติอเมริกันต้องเผชิญกับการ *ร่วงของราคาหุ้นกว่า 12%* หลังประกาศขยายกลยุทธ์ด้าน *บิตคอยน์(BTC)* ด้วยการเข้าซื้อกิจการ เซมเลอร์ ไซเอนทิฟิก (Semler Scientific) แบบแลกหุ้นทั้งหมดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยหากการซื้อขายเสร็จสมบูรณ์ สไตรฟ์จะได้รับบิตคอยน์เพิ่มอีก 5,048 BTC ทำให้ยอดรวมของบริษัทแตะ 12,797.9 BTC ส่งผลให้สไตรฟ์กลายเป็นองค์กรที่ถือครองบิตคอยน์มากเป็นอันดับ 11 ของโลกในกลุ่มบริษัทจดทะเบียน
ก่อนหน้านี้ สไตรฟ์ถือครองบิตคอยน์อยู่ที่ 7,749.8 BTC และยังรายงานว่ามีการซื้อเพิ่มอีก 123 BTC แยกต่างหากจากดีลนี้ การเคลื่อนไหวนี้อาจหมายถึงภาพลักษณ์ของบริษัทในการผลักดันไปสู่การใช้ *สินทรัพย์ดิจิทัล* เป็นกลยุทธ์หลัก แต่ดูเหมือนนักลงทุนยังมีความ *กังวลต่อความไม่แน่นอนของตลาด* จนกระทบต่อราคาหุ้นในระยะสั้น
สไตรฟ์ยังเปิดเผยแผนใช้กิจการของเซมเลอร์ในการสร้างรายได้เพื่อใช้หนี้ โดยหนี้ที่เกี่ยวข้องรวมถึงหุ้นกู้แปลงสภาพมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1,471 พันล้านวอน และเงินกู้จาก *คอยน์เบส(Coinbase)* มูลค่า 20 ล้านดอลลาร์ บริษัทมีแผนบริหารหนี้ตามสภาพตลาด
นอกจากนี้ ยังมีการประกาศ ‘รีเวิร์ส สปลิต’ (Reverse Split) ของหุ้นประเภท A และ B ในอัตรา 1:20 เพื่อลดจำนวนหุ้นในตลาด ซึ่งเป็นมาตรการปรับโครงสร้างทุนที่นิยมใช้เมื่อราคาหุ้นตกต่ำ
ราคาหุ้นของสไตรฟ์แสดงให้เห็นถึงรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำกับหลายบริษัทที่ใช้กลยุทธ์ด้านคริปโต โดยหลังจากประกาศกลยุทธ์บิตคอยน์เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ราคาหุ้นพุ่งจาก 0.61 ดอลลาร์ เป็น 13.01 ดอลลาร์ภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ คิดเป็นการเพิ่มขึ้นกว่า 2,000% แต่ราคากลับตกลงมาเหลือเพียง 0.97 ดอลลาร์ในปัจจุบัน
ในกรณีของเซมเลอร์ ไซเอนทิฟิก ก็คล้ายกัน บริษัทประกาศถือครอง 581 BTC เมื่อเดือนพฤษภาคม 2024 ส่งผลให้ราคาหุ้นขึ้นจาก 30 ดอลลาร์ไปแตะที่ 67.17 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ก่อนจะลดลงมาเหลือประมาณ 20 ดอลลาร์ในตอนนี้
อีกตัวอย่างคือ *เมตาแพลนเน็ต(Metaplanet)* บริษัทโรงแรมจากญี่ปุ่น ซึ่งประกาศกลยุทธ์บิตคอยน์ในเดือนเมษายน 2024 และถือครองสินทรัพย์รวม 35,102 BTC ทำให้กลายเป็นบริษัทอันดับ 4 ของโลกด้านการถือครองบิตคอยน์ โดยราคาหุ้นพุ่งจาก 34 ดอลลาร์ขึ้นไปแตะ 1,781 ดอลลาร์ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2025 ก่อนปรับลดมาอยู่ที่ประมาณ 528 ดอลลาร์ แต่ยังคงสูงกว่าระดับก่อนการประกาศกลยุทธ์อยู่มาก
*ความคิดเห็น:* แนวโน้มจากกรณีของสไตรฟ์ เมตาแพลนเน็ต และเซมเลอร์ฯ สะท้อนว่าการใช้บิตคอยน์เป็นสินทรัพย์สำรองสามารถกระตุ้นความสนใจจากตลาดและผลักดันราคาหุ้นในช่วงแรก แต่อย่างไรก็ตาม ความ *ผันผวนของราคาคริปโต* และความไม่แน่นอนของกฎหมายยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนมองว่าเป็นความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
ความคิดเห็น 0