กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ (DOJ) เดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติด้วยการยึด ‘คริปโต’ มูลค่ามหาศาลที่เชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมสัญชาติจีน หลังพบรูปแบบการฉ้อโกงและฟอกเงินข้ามพรมแดนที่อาศัยช่องโหว่ของระบบนิเวศคริปโตเริ่มฝังรากลึก ทำให้ทางการสหรัฐปรับยุทธศาสตร์มุ่ง ‘ยึด-อายัด-ริบทรัพย์’ สินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อตัดเส้นทางเงินของเครือข่ายเหล่านี้โดยตรง
มาตรการครั้งนี้ถูกวางให้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อรื้อถอนขบวนการฉ้อโกงและอาชญากรรมทางการเงินระดับนานาชาติ โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐเน้นใช้อำนาจในการ ‘อายัด(freeze)’, ‘ยึด(seize)’ และ ‘ริบ(forfeit)’ สินทรัพย์คริปโตที่ถูกสงสัยว่าเป็นรายได้จากอาชญากรรม จุดประสงค์คือปิดกั้นแหล่งทุนขององค์กรที่อาศัยโครงสร้างพื้นฐานด้านการเทรดและกระเป๋าเงินดิจิทัลในหลายประเทศเพื่อฟอกเงิน ทำให้การสืบสวนเชิงลึกแบบเครือข่าย ‘ข้ามพรมแดน’ กลายเป็นหัวใจของปฏิบัติการ
ในปฏิบัติการครั้งนี้ ศูนย์ DC สแคม เซ็นเตอร์(DC Scam Center) และโครงการ ‘สไตรก์ ฟอร์ซ’(Strike Force) ถูกผลักดันขึ้นมาเป็นสองกลไกหลักในการไล่ล่าอาชญากรคริปโต หน่วยงานทั้งสองมีบทบาทสำคัญในการระบุตัวผู้ต้องสงสัย ติดตามเส้นทางเงินดิจิทัล และนำไปสู่การจับกุม โดยเฉพาะ ‘สไตรก์ ฟอร์ซ’ ซึ่งออกแบบให้เป็นเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อเจาะจงเล่นงานขบวนการฉ้อโกงและฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมจีน
แนวทางของขบวนการเหล่านี้มักเริ่มจากการหาผู้เสียหายบนโลกออนไลน์ หลอกให้โอนเงินหรือสินทรัพย์ จากนั้นจึงแปลงเป็นสกุลเงินดิจิทัล เช่น บิตคอยน์(BTC) หรือสเตเบิลคอยน์ต่าง ๆ แล้ว ‘แตกกระจาย’ เงินไปยังหลายกระเป๋าและหลายบริการทั่วโลกเพื่อพรางตัว ทำให้การติดตามด้วยหน่วยงานเดียวแทบเป็นไปไม่ได้ โครงสร้างที่ใช้การแชร์ข้อมูล การทำงานแบบทีมข้ามหน่วยงาน และการวิเคราะห์ธุรกรรมบนบล็อกเชนร่วมกัน จึงถูกยกให้เป็นจุดเด่นของ ‘สไตรก์ ฟอร์ซ’ ในการรับมืออาชญากรรมคริปโตยุคใหม่
จีนีน เฟอร์ริส ปีโร(Jeanine Ferris Pirro) อัยการ联联联ของสหรัฐเปิดเผยว่า ภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน ทางการสามารถอายัด ยึด และริบคริปโตที่มีมูลค่าเกิน 580 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.357 แสนล้านวอน โดยอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ = 1441.20 วอน) จากเครือข่ายที่เกี่ยวข้องได้ พร้อมเน้นย้ำว่า “อาชญากรเหล่านี้ไม่สนใจว่าคุณเป็นใคร เชื่อในอะไร หรือกินอะไรเป็นมื้อเช้า สิ่งที่พวกเขาต้องการมีเพียงการขโมยจากชาวอเมริกันที่ซื่อสัตย์และสุจริต เพื่อไป ‘อุ้มชู’ ท้องขององค์กรอาชญากรรมจีนเท่านั้น”
การประกาศครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณชัดเจนว่า ‘อาชญากรรมคริปโต’ กำลังขยับจากการแฮ็กหรือโกงรายครั้ง มาอยู่ในรูปของ ‘อาชญากรรมการเงินแบบมีโครงสร้าง’ ที่ใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นแกนหลัก ‘ความคิดเห็น’ ผู้เชี่ยวชาญในตลาดมองว่า ยิ่งทางการสหรัฐออกมาเปิดเผยคดีการยึดและริบคริปโตบ่อยเท่าไร ความเข้มข้นของการสอดส่องเส้นทางเงินดิจิทัล รวมถึงการกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระดานเทรด กระเป๋าเงิน และแพลตฟอร์ม DeFi ก็มีแนวโน้มจะยิ่งเพิ่มขึ้น
ท้ายที่สุด การยกระดับการกวาดล้างของ DOJ อาจกลายเป็นตัวเร่งให้แพลตฟอร์มคริปโตทั่วโลกต้องลงทุนเพิ่มในระบบ KYC/AML การตรวจสอบธุรกรรมแบบ on-chain และการรายงานธุรกรรมที่น่าสงสัย เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ ท่ามกลางแรงกดดันที่สูงขึ้นต่อ ‘คริปโต’ ในฐานะเครื่องมือทางการเงินที่ทั้งเปิดโอกาสและเปิดช่องให้กับอาชญากรรมในเวลาเดียวกัน
ความคิดเห็น 0