ราคาทองคำดีดตัวขึ้นกว่า 1% ภายในวันเดียว ดันผลตอบแทนสะสมตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ขึ้นมาแตะราว 8% ในจังหวะที่ตลาดคริปโตและตลาดหุ้นสหรัฐเริ่มแผ่ว กระแสหันหาสินทรัพย์ปลอดภัยกลับมาอีกครั้ง หนุนให้กระแส ‘ทองคำ’ และ ‘โลหะมีค่า’ ติดเครื่องรอบใหม่
ระหว่างวัน ราคาทองคำพุ่งขึ้นไปใกล้ระดับ 5,250 ดอลลาร์ต่อออนซ์ คิดเป็นราว 7,566,000 วอนต่อออนซ์ (อิงอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ = 1,440.60 วอน) ทำให้โอกาสที่ราคาทองจะปิดบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ดูมีน้ำหนักมากขึ้น ก่อนหน้านี้ช่วงปลายเดือนมกราคม ทองคำเคยทำจุดสูงสุดตลอดกาลบริเวณ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ประมาณ 8,067,000 วอน) จากแรงซื้อ ‘ที่พักเงิน’ หลังความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่านพุ่งขึ้นรวดเร็ว ตั้งแต่ประเด็นการสลายการชุมนุมในอิหร่าน กระแสต่อต้านในเวทีระหว่างประเทศ ไปจนถึงการเตือนแทรกแซงของสหรัฐและการเสริมกำลังทางทหาร ทั้งหมดถูกตีความว่าเป็น ‘ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์’ ที่ผลักนักลงทุนให้เข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ
อย่างไรก็ตาม หลังทำจุดสูงสุดปลายเดือนมกราคม ทองคำเผชิญแรงขายทำกำไรหนักในช่วงต้นกุมภาพันธ์ ราคาร่วงลงมามากกว่า 21% จากจุดสูงสุด ลงมาบริเวณ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ราว 6,339,000 วอน) ขณะที่ ‘เงิน’ ทรุดแรงยิ่งกว่า จาก 121 ดอลลาร์ ลงมาแถว 64 ดอลลาร์ต่อออนซ์ คิดเป็นการร่วงกว่า 46% แต่หลังพักฐาน ทั้งสองโลหะมีค่าก็เริ่มฟื้นตัวชัดเจน เงินดีดกลับมากกว่า 6% ในวันเดียว มาซื้อขายแถว 94 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ประมาณ 135,000 วอน) ส่งผลให้ตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ เงินปรับขึ้นแล้วกว่า 28% และทำสถิติ ‘จุดสูงสุดรายเดือน’ ใหม่ได้สำเร็จ
ในฝั่งโลหะมีค่าตัวอื่น การรีบาวด์ก็เริ่มขยายวงกว้าง ‘แพลทินัม’ ราคาสปอตขยับขึ้น 3.5% แตะ 2,352 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ราว 3,388,000 วอน) ส่วน ‘พัลลาเดียม’ ขึ้นเล็กน้อย 0.1% มาที่ 1,785 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ประมาณ 2,571,000 วอน) ภาพรวมจึงเริ่มเห็นโอกาสที่กลุ่มโลหะมีค่าทั้งกระดานจะปิดเดือนนี้ด้วยผลตอบแทนเป็นบวก ไม่ใช่แค่ทองคำหรือเงินเท่านั้น
ในขณะที่กระแสโลหะมีค่ากำลังไต่ขึ้น ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงกลับอยู่ในโหมดพักฐาน ‘บิตคอยน์(BTC)’ เคลื่อนไหวในกรอบแคบ 65,000–70,000 ดอลลาร์ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ และเคยหลุดลงไปต่ำกว่า 60,000 ดอลลาร์ช่วงต้นเดือน ล่าสุด ณ เวลาเผยแพร่ บิตคอยน์(BTC) ซื้อขายใกล้ 65,500 ดอลลาร์ ร่วงราว 2.8% ภายในวันเดียว คิดเป็นราว 94.36 ล้านวอนต่อเหรียญ
ตลาดหุ้นสหรัฐก็ไม่ได้รอดแรงกดดันดอกเบี้ยและความกังวลเรื่องมูลค่าเกินจริง ดัชนี S&P500 ปรับลด 0.8% ขณะที่แนสแด็ก(Nasdaq) อ่อนตัวลง 1.1% โดยนักวิเคราะห์มองว่าการอ่อนแรงของ ‘เมกาแคปเทค’ หรือหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เป็นตัวถ่วงหลักของดัชนี
โดยเฉพาะ ‘เอ็นวีเดีย(NVIDIA)’ แม้ประกาศผลประกอบการดีกว่าคาด แต่ราคาหุ้นกลับร่วงต่อเนื่องนับจากวันพุธ รวมแล้วราว 9% หลุดระดับ 180 ดอลลาร์ลงมา แรงขายยังลุกลามไปยังหุ้นเทคยักษ์รายอื่น เช่น เมตา(META), อเมซอน(AMZN), อัลฟาเบ็ต(GOOGL) สะท้อนความกังวลของนักลงทุนว่าการแข่งขันด้าน ‘ปัญญาประดิษฐ์(AI)’ อาจผลักให้บริษัทต้องลงทุนด้านเครื่องจักรและโครงสร้างพื้นฐานในระดับที่สูงเกินไป มีการประเมินว่าเม็ดเงินลงทุน (Capex) ที่เกี่ยวเนื่องกับ AI อาจพุ่งแตะ 7,700,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2026 คิดเป็นราว 1,109 ล้านล้านวอน
กระแสเงินที่ไหลกลับเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำจึงถูกมองว่าเป็น ‘สัญญาณ’ ว่านักลงทุนกำลังปรับพอร์ตจากโหมดเสี่ยงกลับสู่โหมด ‘ป้องกันความเสี่ยง’ มากขึ้น เมื่อแรงขับเคลื่อนฝั่งคริปโตและหุ้นสหรัฐอ่อนแรง ผนวกกับฉากหลังด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่นิ่ง ความเห็นจากนักวิเคราะห์ระบุว่า ยิ่งความผันผวนในคริปโตและตลาดหุ้นสหรัฐยืดเยื้อหรือรุนแรงมากเท่าไร กระแสราคาทองคำและกลุ่มโลหะมีค่า ก็ยิ่งมีโอกาสได้รับแรงหนุนต่อเนื่องมากเท่านั้น
ความคิดเห็น 0