บริษัทจดทะเบียนเริ่มหันเหจากการถือครองเงินสดแบบดั้งเดิม มาใช้ *สินทรัพย์ดิจิทัล* เป็นสินทรัพย์สำรองอย่างจริงจัง โดยไม่เพียงแค่มุ่งหวังผลตอบแทนจากการถือครอง แต่ยังเป็นกลยุทธ์ดึงดูดความสนใจจากทั้งนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบัน พร้อมก้าวเข้าสู่ *ระบบนิเวศการลงทุนในคริปโต* อย่างชัดเจน
จากข้อมูลของ Cointelegraph เมื่อวันที่ 24 รายการ Byte-Sized Insight ได้เชิญผู้นำจากสองบริษัทที่อยู่แถวหน้าของแนวโน้มนี้มาแบ่งปันกลยุทธ์และมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดดิจิทัล โดยผู้ร่วมรายการได้แก่ เดวิด นัมดาร์(David Namdar) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ BMB เน็ตเวิร์ก คอมพานี (ชื่อเดิม: CEA อินดัสทรี) และโจเซฟ โอโนราติ(Joseph Onorati) ซีอีโอของ DFDV บริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีดีไฟน์
เดวิด นัมดาร์ เน้นว่า “โครงสร้างการดำเนินงานที่โปร่งใสในการบริหาร *สินทรัพย์ดิจิทัล* เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและสภาพคล่องในตลาด” โดยการเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น BMB เน็ตเวิร์ก คอมพานี ถือเป็นส่วนหนึ่งในแผนยกระดับกลยุทธ์ดิจิทัลของบริษัท เขายังเสริมว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่การรีแบรนด์ แต่เป็นการส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนสู่โมเดลธุรกิจที่มี ‘บล็อกเชน’ เป็นแกนกลางอย่างแท้จริง
ทางด้าน โจเซฟ โอโนราติ วิเคราะห์ว่า วิธีที่บริษัทต่าง ๆ ใช้ในการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นกำลังพัฒนาไปในระดับที่ซับซ้อนขึ้นทุกขณะ โดยกล่าวว่า “หากต้องการตอบโจทย์นักลงทุนสถาบัน บริษัทต้องมีทั้งโครงสร้างการจัดการสินทรัพย์ที่เข้มแข็งและผ่านเกณฑ์ด้านกฎระเบียบ” พร้อมระบุว่า เทคโนโลยีดีไฟน์คือคำตอบที่แท้จริงในเรื่องนี้ ขณะเดียวกัน เขาชี้ว่าการที่ตลาดได้รับการอนุมัติ *บิตคอยน์(BTC)* ETF แบบสปอตเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้เปิดทางให้บริษัทจดทะเบียนเข้าตลาดคริปโตได้ง่ายขึ้น จนกลายเป็นแรงผลักดันให้ความสนใจในวงการทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญในวงการต่างเห็นตรงกันว่า กระแสดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงแฟชั่นชั่วคราว แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านไปสู่มุมมองใหม่ที่มอง *สินทรัพย์ดิจิทัล* เป็น ‘การจัดสรรสินทรัพย์ที่มีความเป็นกลยุทธ์’ สำหรับภาคธุรกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการเงินที่เร่งรัดขึ้น ประเด็นนี้จึงมิใช่แค่เรื่องทดลองอีกต่อไป
อีกหนึ่งสัญญาณที่สะท้อนถึงการยอมรับเทคโนโลยีบล็อกเชนในระดับมหภาคคือ ท่าทีล่าสุดของทรัมป์ ที่ออกมาแสดงการสนับสนุน *คริปโตบางประเภท* อย่างเปิดเผย การแสดงจุดยืนในลักษณะนี้อาจสะท้อนว่าภาคการเมืองก็เริ่มปรับท่าทีเพื่อ *เปิดรับอุตสาหกรรมบล็อกเชน* มากขึ้น
ในขณะที่บทบาทของ *คริปโตเคอร์เรนซี* เริ่มเปลี่ยนจากสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงไปสู่ ‘เครื่องมือด้านการดำเนินธุรกิจ’ อย่างชัดเจน คำถามที่ตามมาก็คือ บริษัทใดจะเป็นรายต่อไปที่เลือกใช้ *สินทรัพย์ดิจิทัล* ประเภทใด และในรูปแบบไหน ซึ่งประเด็นนี้กำลังเป็นที่จับตามองของทั้งวงการคริปโตและแวดวงการเงินทั่วโลก
ความคิดเห็น 0