โทเคนสินทรัพย์จริง(RWA) กำลังกลายเป็นพลังขับเคลื่อนหลักในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกหลังปี 2024 ตามรายงานล่าสุดจากสถาบันวิจัย Klein Labs ซึ่งชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มของการนำ *สินทรัพย์ทางการเงินแบบดั้งเดิมเข้าสู่โลกบล็อกเชน* กำลังทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินทรัพย์อย่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ สเตเบิลคอยน์ สินเชื่อส่วนบุคคล และสินค้าโภคภัณฑ์
จากรายงานของ Klein Labs เผยว่าสาเหตุของการเติบโตของ RWA มาจากปัจจัยโครงสร้าง 4 ประการ ได้แก่ การดำรงอยู่นานของอัตราดอกเบี้ยสูงซึ่งกระตุ้นให้นักลงทุนสถาบันหันมาพิจารณาทรัพย์สินที่ให้ผลตอบแทนในโลก *การเงินแบบไร้ศูนย์กลาง (DeFi)*, ความชัดเจนของกรอบการกำกับดูแลในสหรัฐและยุโรป, ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีอย่างกระเป๋าเงินสำหรับสถาบันและสมาร์ทคอนแทรกต์ และสุดท้ายคือความสามารถในการผสานกับระบบ DeFi อย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ *สเตเบิลคอยน์* ซึ่งมูลค่าตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ 2.568 แสนล้านดอลลาร์ภายในเดือนสิงหาคม 2025 ส่วนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ถูก ‘โทเคนไนซ์’ ก็กำลังไต่ระดับไปที่ 6.8 หมื่นล้านดอลลาร์ Klein Labs ยังยกกรณีของ Ondo ว่าเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ โดยโปรโตคอลนี้ได้นำ ETF ตราสารหนี้อายุสั้นของสหรัฐมารวมเข้ากับสมาร์ทคอนแทรกต์ในชื่อ $OUSG ซึ่งตอบสนองต่อความต้องการของนักลงทุนที่ต้องการถือครองสินทรัพย์แบบ *คืนผลตอบแทนผ่านบล็อกเชน*
ในแง่กฎหมาย โครงสร้างการออกโทเคนของ RWA ส่วนใหญ่อิงกับบริษัทวัตถุประสงค์พิเศษ (SPV) โดยในสหรัฐจะใช้ข้อยกเว้นตามกฎ Reg D หรือ Reg S ซึ่งเน้นที่นักลงทุนสถาบัน ส่วนในยุโรป ระบบ MiCA ได้สร้างกรอบแยกชัดเจนระหว่าง ‘โทเคนที่อ้างอิงสินทรัพย์’ และ ‘โทเคนเงินอิเล็กทรอนิกส์’ พร้อมสนับสนุนระบบยืนยันตัวตน(KYC) และกลไกสมาร์ทคอนแทรกต์ช่วยให้การปฏิบัติตามกฎหมายทำได้โดยอัตโนมัติ
สำหรับนักลงทุนทั่วไป RWA ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการปลดล็อกข้อจำกัดของระบบการเงินแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ เช่น อสังหาริมทรัพย์, หุ้นส่วนบุคคล หรือผลงานศิลปะ เมื่อถูกโทเคนไนซ์แล้วสามารถถือครองแบบแบ่งหน่วยย่อยและซื้อขายแบบเรียลไทม์ได้ ผ่านเครือข่ายบล็อกเชน Klein Labs เปรียบเทียบปรากฏการณ์นี้ว่าเป็น ‘พาเรโตพาราไดม์ใหม่’ ของยุคดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม รายงานชี้ว่า RWA ยังเผชิญกับปัญหาและความท้าทายหลายประการ อาทิ ความไม่ลงรอยระหว่างอุดมการณ์ของบล็อกเชนที่ต้องการกระจายอำนาจกับระบบการเงินแบบรวมศูนย์ รวมถึงปัญหาเรื่องสิทธิทางกฎหมายของผู้ถือโทเคนที่ยังไม่ชัดเจน การพึ่งพาข้อมูลจาก Oracle ในการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการถูกดัดแปลง และขีดจำกัดด้านประสิทธิภาพของบล็อกเชนชั้นนำอย่างอีเธอเรียม(ETH) ซึ่งยังไม่สามารถรองรับธุรกรรมความถี่สูงได้ดีพอ
นอกจากนี้ โมเดลการเก็บรักษาทรัพย์สินแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Custody) ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งทำให้นักลงทุนสถาบันลังเลในการเข้าร่วมระบบ RWA ยังคงต้องพึ่งพาระบบดูแลที่มีศูนย์กลางและการตรวจสอบภายนอก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างอุดมการณ์ของบล็อกเชนและข้อจำกัดในทางปฏิบัติ
แม้จะมีข้อจำกัด แต่ธนาคารเพื่อการลงทุนและบริษัทบริหารสินทรัพย์รายใหญ่ของโลกยังคงเดินหน้าลงทุนใน RWA อย่างจริงจัง โดย Citi คาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 ตลาดโทเคนสินทรัพย์นอกตลาดอาจมีมูลค่าสูงถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่แบล็คร็อก(BlackRock) มองเห็นศักยภาพในการขยับขยายสูงถึง 16 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 10% ของมูลค่าตลาดสินทรัพย์ทั่วโลก แสดงให้เห็นว่า RWA กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการปรับโครงสร้างระบบการเงินโลกใหม่
ท้ายที่สุด RWA ถูกมองว่าเป็น ‘สะพานเชื่อม’ ระหว่างบล็อกเชนที่ไร้ศูนย์กลางกับระบบการเงินแบบดั้งเดิม โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากเทคโนโลยีใหม่ อาทิ การขยายตัวของ Layer 2, ความซับซ้อนของสมาร์ทคอนแทรกต์ และ AI สำหรับวิเคราะห์ข้อมูล Klein Labs สรุปในรายงานว่า “RWA ไม่ใช่แค่การขยายตัวของสินทรัพย์ดิจิทัล แต่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบการเงินโลกในยุคดิจิทัล”
ความคิดเห็น 0