ราคาบิตคอยน์(BTC) ในช่วงต้นปี 2026 กำลังเข้าสู่ภาวะทรงตัว โดยยังไม่มีแนวโน้มชัดเจนในทิศทางขาขึ้นหรือขาลง แม้ว่าภาวะตลาดดูจะสงบลงจากความผันผวนที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา ข้อมูลออนเชนบ่งชี้ว่าตลาดกำลังเข้าสู่ ‘ภาวะสมดุล’ ระหว่างแรงขายและความต้องการสะสมในระยะยาวอย่างชัดเจน
ตามรายงานของ CryptoQuant เมื่อ SOPR (อัตราผลตอบแทนของเหรียญที่ถูกใช้) อยู่ที่ระดับ 0.994 ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลขกลาง แสดงให้เห็นว่าบิตคอยน์ส่วนมากที่ถูกขายอยู่รอบ ๆ ราคาต้นทุนเดิม หมายความว่านี่ไม่ใช่การ ‘เทขายแบบตื่นตระหนก’ ในขณะที่ดัชนีพรีเมียมของ Coinbase อยู่ที่ -0.09 ชี้ให้เห็นว่าราคาขายในสหรัฐต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกเพียงเล็กน้อย ซึ่ง บ่งชี้ว่าความต้องการจากนักลงทุนสหรัฐเริ่มชะลอตัวลงเล็กน้อย
จุดสำคัญอีกจุดคือกระแส‘ถอนเหรียญ’ออกจากกระดานเทรดแบบรวมศูนย์ยังคงดำเนินต่อไป โดยเฉพาะในช่วง 24 ชั่วโมงล่าสุด มีบิตคอยน์ถูกโอนออกจากกระดานเทรดรวมทั้งสิ้น 2,949.67 BTC ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในแพลตฟอร์มอย่าง Kraken, Bybit และ Coinbase Pro ขณะที่ Binance กลับมีการสุทธิรับเข้า 670.58 BTC แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างกระดานเทรดต่าง ๆ นักลงทุนจำนวนมากยังคงส่งเหรียญไปยัง ‘กระเป๋าเก็บถาวร’ ซึ่ง บ่งบอกว่ากำลังใช้กลยุทธ์ ‘สะสม’ มากกว่าจะขายทิ้งเพราะกลัว
XWIN Research Japan วิเคราะห์ว่าบิตคอยน์มีแนวโน้มจะเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างราคา 80,000 ถึง 140,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.1 ล้านถึง 2 ล้านกว่าบาทโดยประมาณ) ตลอดปี 2026 ขณะที่นักวิเคราะห์จาก CryptoQuant ยังไม่มองว่าบิตคอยน์ได้เข้าสู่ภาวะตลาดกระทิงอย่างชัดเจน โดยเน้นว่าวงจรราคายังอยู่ใน ‘ช่วงแกว่งตัวในกรอบ’ ที่มีความผันผวนสูง
ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนสถาบันจำนวนมากเริ่มปรับกลยุทธ์ เน้นการเทรดระยะสั้นแบบ ‘เรนจ์เทรดดิ้ง’ ซึ่งอาศัยการคาดการณ์แนวรับ-แนวต้าน ตัวอย่างเช่นกลยุทธ์แบบ ‘Straddle’ หรือ ‘Strangle’ ได้รับความนิยมมากขึ้นเนื่องจากสามารถสร้างกำไรจากค่าพรีเมียมหรือมูลค่าเวลา ในสภาพตลาดที่ไม่มีทิศทางแน่ชัดแบบนี้
แรงสะสมที่ยังคงต่อเนื่องจากการถอนเหรียญออกจากกระดาน ยังเสริมความแข็งแกร่งให้กับแนวรับของตลาด และหากจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มครั้งใหญ่ ก็มีแนวโน้มว่าจำเป็นต้องอาศัย ‘แรงกระตุ้นภายนอก’ เช่น การเปลี่ยนแปลงในภาวะเศรษฐกิจมหภาค หรือการไหลเข้าของเงินลงทุนขนาดใหญ่ผ่านกองทุน ETF
‘ความคิดเห็น’: ตลาดบิตคอยน์ในปี 2026 กำลังเข้าสู่ช่วง ‘เล่นเกมเวลา’ ที่ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายจับตาจังหวะอย่างใกล้ชิด กลยุทธ์ที่เน้นความแม่นยำในกรอบราคา และการคาดการณ์ปัจจัยภายนอก จึงกลายเป็นแนวทางสำคัญในตลาดที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเก็งกำไรแบบหวือหวาเหมือนในอดีต
ความคิดเห็น 0