ความคาดหวังต่อ *ตลาดคริปโตในปี 2026* กำลังเป็นประเด็นร้อนในขณะนี้ เมื่อการครองตลาดของบิตคอยน์(BTC) เริ่มลดลง เปิดทางให้คริปโตสกุลย่อยหลายตัวได้รับความสนใจอีกครั้ง โดยเฉพาะ *เอ็กซ์อาร์พี(XRP)*, *เปเป(PEPE)* และ *บองค์(BONK)* ที่ขึ้นแรงรับต้นปี พร้อมกระแสคาดการณ์ว่าพวกเขาอาจเป็นผู้นำในช่วงตลาดขาขึ้นใหม่
บิตคอยน์(BTC) ยังคงมีสัญญาณฟื้นตัว แม้จะมีการเคลื่อนไหวทรงตัวในช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยราคาปัจจุบันอยู่ที่ราว 94,000 ดอลลาร์ ซึ่งสัญญาณนี้ตรงกับภาพรวมตลาดที่เงินทุนเริ่มไหลออกจากบิตคอยน์ไปหา ‘อัลท์คอยน์’ มากขึ้น ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สกุลเงินรองอย่าง XRP, เปเป และบองค์ มีจุดยืนแข็งแกร่งขึ้นในสายตานักลงทุน
*เอ็กซ์อาร์พี(XRP)* ซึ่งเป็นสินทรัพย์ของบริษัท ริปเปิล(Ripple) ที่ถูกออกแบบมาสำหรับระบบการชำระเงินระดับโลก มีคุณสมบัติเด่นด้านความเร็วกว่าธรรมเนียมต่ำ โดยเคยได้รับการกล่าวถึงในรายงานของสหประชาชาติและทำเนียบขาว ปีที่แล้วการยุติข้อพิพาทกับสำนักงานกำกับหลักทรัพย์สหรัฐ(SEC) ได้ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นให้ตลาด
ในเวลานี้ XRP ซื้อขายที่ระดับ 2.19 ดอลลาร์ ลดลงจากจุดสูงสุดที่ 3.65 ดอลลาร์ราว 41% อย่างไรก็ตาม เพียงสัปดาห์เดียวราคาพุ่งถึง 17% โดยมีแรงหนุนจากการ ‘อนุมัติ ETF XRP แบบสปอต 5 ฉบับในสหรัฐ’ ซึ่งบ่งชี้ถึงการเปิดประตูให้สถาบันการเงินเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น นักวิเคราะห์มองว่า หากมีการอนุมัติเพิ่มและกฎระเบียบชัดเจนยิ่งขึ้น มีโอกาสสูงที่ XRP จะไต่ขึ้นไปแตะ 10 ดอลลาร์ได้ในปีนี้
ฝั่ง *เปเป(PEPE)* ซึ่งเปิดตัวเมื่อเมษายน 2023 ในฐานะ ‘เหรียญมีม(meme coin)’ โดยมีต้นแบบจากตัวละครยอดนิยมในวงการอินเทอร์เน็ต ก็ยังคงทรงพลัง โดยปัจจุบันมีมูลค่าตลาดสูงถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ต่อตามหลังเพียงดอจคอยน์(DOGE) และชิบะอินุ(SHIB) และยังได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มเติมเมื่อ *อีลอน มัสก์(Elon Musk)* เคยเลือกภาพเปเปมาเป็นรูปโปรไฟล์ใน X (ชื่อเดิม Twitter)
แม้ราคา PEPE จะร่วงลงถึง 76% จากจุดสูงสุดในปี 2024 มาอยู่ที่เกือบ 0.0000068 ดอลลาร์ แต่ *ในสัปดาห์ล่าสุด กลับพุ่งขึ้นกว่า 68%* ซึ่งดึงดูดความสนใจอย่างมาก แม้ดัชนี RSI จะเข้าโซน ‘ซื้อเกิน’ ที่ 76 แล้วก็ตาม แต่แนวรับที่มั่นคงและรอบการดีดกลับในอนาคต โดยเฉพาะในไตรมาสแรกของปี 2026 ทำให้ความเป็นไปได้ในการทำ ‘จุดสูงสุดใหม่’ ยังคงอยู่ในสายตานักวิเคราะห์
อีกหนึ่งเหรียญมีมอย่าง *บองค์(BONK)* ที่สร้างบนเชนของโซลานา(Solana) ก็กลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง เปิดตัวตั้งแต่คริสต์มาสปี 2022 โดยก่อกระแสไปทั่ววงการทันที ปัจจุบัน BONK มีมูลค่าตลาดทะลุ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ และถูกจัดให้เป็น "เหรียญมีมเบอร์ 3" รองจาก DOGE และ SHIB และตอนนี้กำลัง *จ่อแซง TRUMP Token* ซึ่งเป็นเหรียญมีมธีมประธานาธิบดีทรัมป์ทั้งในด้านผู้ถือครองและมูลค่าตลาด
จุดแข็งสำคัญของ BONK คือการก้าวข้ามข้อจำกัดของเหรียญมีมแบบดั้งเดิม ด้วยการนำไปใช้งานในระบบ DeFi เช่น การให้ทิป, ชำระเงินขนาดเล็ก, การซื้อขายผ่านบอต หรือเป็นหลักประกัน NFT นอกจากนี้ ยังสามารถใช้สัญญาอัจฉริยะอีกด้วย หลังจากหลุดจาก ‘รูปแบบลิ่มขาลง’ ที่ลากยาวจากปลายปี 2023 ถึงมีนาคมที่ผ่านมา ราคาก็พุ่งสูงถึง 0.000039 ดอลลาร์ ก่อนจะปรับฐานลง แต่ยังคงมีความหวังว่าจะทะลุแนวต้านสำคัญในรอบถัดไป โดยเฉพาะหากตลาดกลับเป็นขาขึ้นเต็มรูปแบบ
ท้ายสุดคือ *ไฮเปอร์(HYPER)* เหรียญน้องใหม่ที่แม้จะออกแบบภายนอกคล้ายเหรียญมีม แต่ภายในคือนวัตกรรมเลเยอร์ 2 บนเครือข่ายบิตคอยน์ที่มาพร้อมขีดความสามารถแบบ *เครื่องจักรเสมือนของโซลานา(SVM)* รองรับการดำเนินธุรกรรมความเร็วสูง, มีค่าธรรมเนียมต่ำ และสามารถสร้าง dApp ได้แบบเต็มประสิทธิภาพ
HYPER ยังดำเนินการระดมทุนผ่านรอบพรีเซลไปแล้วกว่า 30 ล้านดอลลาร์ โดยไม่มีปัญหาด้านความปลอดภัยจากการตรวจสอบล่าสุด ความน่าสนใจอยู่ที่ *อัตรากำไรจากการลงทุน ถูกประเมินว่าสูงสุดถึง 100 เท่า* พร้อมทั้งมีโปรแกรมสเตกกิ้งที่เปิดผลตอบแทนสูงสุดถึง 39% ต่อปี ซึ่งล้วนสร้างแรงจูงใจให้แก่นักลงทุน โดยโครงการนี้มีกำหนดเปิดตัวภายในปี 2026 และอาจกลายเป็นหน้าใหม่ที่ขับเคลื่อนตลาดในรอบขาขึ้นครั้งต่อไปอย่างน่าจับตา
ดูเหมือนว่า *ปี 2026 จะเป็นเวทีใหม่ของอัลท์คอยน์และโปรเจกต์นวัตกรรม* หากกระแสทุนและความเชื่อมั่นสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง موجความเปลี่ยนแปลงของวงการคริปโตอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับบิตคอยน์แต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไป “ความคิดเห็น” เทรนด์นี้นับว่าท้าทายและเปิดโอกาสใหม่ให้นักลงทุนได้ค้นหาอนาคตจากโทเคนที่โลกยังไม่เคยมองเห็นศักยภาพเต็มที่มาก่อน
ความคิดเห็น 0