บิตคอยน์(BTC) เริ่มต้นปี 2026 ด้วยทิศทางบวก โดยราคาพุ่งขึ้นมากกว่า 3% เคลื่อนไหวแบบมีเสถียรภาพในช่วง 85,000-94,000 ดอลลาร์ หลังจากเผชิญแรงกดดันในช่วงปลายปี 2025 นักวิเคราะห์เชื่อว่า ‘ค่าเงินดอลลาร์อ่อน’ และ ‘โครงสร้างอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลง’ เป็นสองปัจจัยหลักจากเศรษฐกิจมหภาคที่สนับสนุนการฟื้นตัวของตลาดคริปโต
ข้อมูลจากบิทฟิเนกซ์(Bitfinex) รายงานว่าช่วงปลายปี 2025 บิตคอยน์จบปีด้วยผลตอบแทนติดลบ 6.44% ส่วนดัชนี S&P500 กลับบวกถึง 16.33% ซึ่งแรงกดดันจาก *ภาวะสภาพคล่องต่ำ* และ *กลยุทธ์ขายขาดทุนเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax-loss harvesting)* คือเหตุผลสำคัญ อย่างไรก็ตาม ช่วงต้นปีนี้เริ่มมีสัญญาณ ‘การคลายแรงขายจาก ETF’ ช่วยให้ตลาดเริ่มสงบ
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินเชื่อว่าในช่วงต้นปี 2026 สภาพคล่องในระบบจะดีขึ้น และกระแสเงินทุนจาก ETF จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า ‘เม็ดเงินจากสถาบัน’ จะกลับเข้าสู่ตลาดในระดับใด *ความคิดเห็น* จากนักวิเคราะห์หลายรายระบุว่า ผลตอบแทนจาก ETF อาจกลายเป็นตัวเร่งใหม่สำหรับการเติบโตของราคาบิตคอยน์
ในฝั่งของภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทางบิทฟิเนกซ์ชี้ว่า ‘โครงสร้างอัตราดอกเบี้ยเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ’ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นเริ่มลดลง ขณะที่ระยะยาวยังยืนระดับสูง จากปัจจัยด้าน ‘ความไม่แน่นอนของเงินเฟ้อ’ และ ‘ปริมาณพันธบัตรรัฐบาลล้นตลาด’ ซึ่งทำให้เกิด ‘ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ย 2 ปี กับ 30 ปี’ มากถึง 140 จุดฐาน และส่วนต่างระหว่างอายุ 2 ปี กับ 10 ปี อยู่ราว 70 จุดฐาน
ในเวลาเดียวกัน ดอลลาร์สหรัฐยังคงอ่อนค่าเมื่อเทียบกับต้นปี 2025 โดยลดลงประมาณ 9% แม้ว่าจะมีการฟื้นตัวเล็กน้อยในช่วงปลายปี *บิทฟิเนกซ์วิเคราะห์* ว่าสิ่งนี้สะท้อนความกังวลต่อ *ประสิทธิภาพด้านนโยบายและความเชื่อมั่นในภาครัฐของสหรัฐ* ซึ่งอาจส่งผลต่อความต้องการถือสินทรัพย์สหรัฐในอนาคต อย่างไรก็ตาม ตลาดยังให้น้ำหนักกับความแข็งแกร่งของตลาดตราสารหนี้และทุนของสหรัฐที่ยังคงเป็น ‘พื้นฐานที่สนับสนุนดอลลาร์’ หนุนให้อ่อนค่าต่ออย่างมีการควบคุม
ในฝั่งความต้องการขององค์กรยังคงแข็งแกร่ง โดยบริษัท **สเตรทิจี**(Strategy) ได้เพิ่มการถือครองบิตคอยน์เป็น 673,783 BTC ด้านอีเธอเรียม(ETH) บริษัท **บิทไมน์**(BitMine) ได้ขยายการถือครองเป็นกว่า 4.14 ล้านเหรียญ พร้อมลงทุนในระบบสเตคกิง (Staking) และขยายเครือข่ายผู้ตรวจสอบธุรกรรม (Validator)
ประธานบริษัทบิทไมน์ โธมัส ลี ระบุว่า บริษัทกำลังเปลี่ยนจุดยืนจากการ ‘ซื้อเหรียญแบบดั้งเดิม’ ไปสู่ ‘การสร้างรายได้แบบบล็อกเชน’ โดยในปัจจุบัน มีการนำ ETH ไปสเตคกว่า 408,627 เหรียญ และวางแผนเปิดเครือข่าย Validator ภายในไตรมาสแรกของปี 2026 ขณะเดียวกันในช่วงเพียงหนึ่งสัปดาห์ บริษัทได้ซื้อเพิ่มอีก 32,977 ETH เพื่อสนับสนุนแนวทางการลงทุนระยะยาว
ในระดับประเทศ ‘เติร์กเมนิสถาน’ กลายเป็นจุดที่น่าจับตามอง เมื่อบิทฟิเนกซ์รายงานว่า ประเทศแห่งนี้ซึ่งมีการจำกัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างเข้มงวด ได้ออกกฎหมาย *ยอมรับการทำเหมืองและซื้อขายคริปโตภายใต้การดูแลของธนาคารกลาง* แม้ว่าจะไม่ได้รับรองคริปโตให้เป็นเงินถูกกฎหมาย แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างโครงสร้างการออกใบอนุญาตและข้อกำกับดูแลอย่างเป็นระบบ
บิทฟิเนกซ์สรุปว่า ปี 2025 อาจจบแบบ ‘ทรงตัวในกรอบแคบ’ จากแรงขายช่วงปลายปี แต่ปี 2026 อาจเริ่มต้นด้วย *แนวโน้มการฟื้นตัวของสภาพคล่อง* และการฟื้นตัวของความต้องการจากสถาบัน โดยเฉพาะ ETF ที่อาจเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก
*ความคิดเห็นจากนักวิเคราะห์* เสริมว่า “โครงสร้างอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มกลับสู่ระดับปกติ และค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัว จะเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสินทรัพย์ที่มี ‘ความสามารถในการป้องกันความเสี่ยง’ และ ‘ศักยภาพในการเติบโต’ ซึ่งคริปโตอย่างบิตคอยน์และอีเธอเรียมตรงกับคุณสมบัตินั้น” ทำให้ ETF กลายเป็นเมตริกสำคัญว่าฝั่งสถาบันจะหวนคืนสู่ตลาดมากน้อยเพียงใดในปีนี้
ความคิดเห็น 0