รัฐบาลไทยเดินหน้าควบคุม ‘ตลาดคริปโต’ และ ‘ทองคำ’ ภายใต้กฎระเบียบเดียว พร้อมสกัดเงินผิดกฎหมายที่ไหลเข้าสู่ระบบ โดยเน้นป้องกัน ‘เงินสีเทา’ ผ่านกลยุทธ์ป้องกันการฟอกเงินที่ครอบคลุมทั้งสินทรัพย์ดิจิทัลและสินทรัพย์จริง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองตลาดอยู่ภายใต้กรอบการกำกับดูแลร่วมกัน
เมื่อวันที่ 24 ตามรายงานของ The Nation นโยบายใหม่นี้เกิดขึ้นตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งชี้ว่ารัฐบาลต้องตอบโต้กับอาชญากรรมทางการเงินทั้งในรูปแบบดั้งเดิมและรูปแบบดิจิทัล โดยเน้นย้ำว่า “จำเป็นต้องมีระบบรับมือแบบบูรณาการในระดับประเทศ” เพื่อป้องกันการใช้ตลาดคริปโตและทองคำเป็นช่องทางฟอกเงินหรือเก็บซ่อนทรัพย์สินที่ได้มาโดยผิดกฎหมาย
รัฐบาลไทยเตรียมตั้งศูนย์ข้อมูลกลางแห่งชาติ เพื่อจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ โดยศูนย์นี้จะมีความสามารถในการติดตามธุรกรรมที่ผิดปกติแบบเรียลไทม์ รวมทั้งสามารถจัดทำโปรไฟล์เสี่ยงของบุคคลหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง
สำหรับตลาดทองคำ กรมป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (AMLO) กำลังพิจารณาปรับลดเพดานรายงานธุรกรรมจาก 2 ล้านบาท เพื่อสกัดกลยุทธ์การแบ่งธุรกรรมเป็นเงินย่อย ทั้งยังมีการหารือว่าจะจัดเก็บภาษีและตรวจสอบแพลตฟอร์มการซื้อขายทองคำออนไลน์เพิ่มเติม
ด้านตลาดคริปโต คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.ไทย) ได้รับคำสั่งให้บังคับใช้ ‘กฎการเดินทาง’ หรือ ‘Travel Rule’ อย่างเข้มงวดตามมาตรฐานของ FATF ซึ่งกำหนดให้ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลต้องตรวจสอบและส่งข้อมูลของผู้ส่งและผู้รับในทุกธุรกรรมระหว่างกระเป๋าเงิน ทั้งนี้ แม้ยังไม่มีการควบคุม ‘กระเป๋าเงินส่วนตัว’ โดยตรง แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าแนวปฏิบัติใหม่เหล่านี้จะมีผลต่อการถอนคริปโตออกจากแพลตฟอร์ม เพราะอาจมีการร้องขอเอกสารหรือขั้นตอนยืนยันตัวตนที่เข้มข้นขึ้น
ประเทศไทยถือเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่วางระบบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างชัดเจนมาโดยตลอด ทั้งในส่วนของแต่อย่างคริปโตเคอร์เรนซี บริษัทโบรกเกอร์ และดีลเลอร์ ล้วนอยู่ภายใต้การดูแลของ ก.ล.ต.ไทย ขณะที่ปี 2024 ประเทศได้ออกกฎควบคุม ‘โฆษณาเกี่ยวกับคริปโต’ ที่เข้มข้นมากขึ้น โดยห้ามใช้ข้อความเกินจริง และกำหนดให้บริษัทต้องพิสูจน์ข้อมูลในโฆษณา
ในช่วงเดือนเมษายน ยังเริ่มต้นมาตรการควบคุมแพลตฟอร์มเทรดคริปโตแบบ P2P จากต่างประเทศ เพื่อปิดช่องว่างของข้อบังคับภายในประเทศ
นโยบายใหม่ในการควบคุมเงินสีเทาครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่ขยายการกำกับดูแลจากทองคำมายังคริปโต แต่ยังสะท้อนจุดยืนใหม่ของรัฐบาลไทยในการมองว่า *สินทรัพย์ดิจิทัลคือสินทรัพย์จริงรูปแบบหนึ่ง* ที่ต้องอยู่ภายใต้ชุดกฎเดียวกันกับทองคำและการเงินแบบดั้งเดิม
*ความคิดเห็น*: มาตรการใหม่นี้อาจเปลี่ยนรูปแบบกลยุทธ์ของนักลงทุน โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งการควบคุม ‘กระเป๋าเงินส่วนตัว’ ทางอ้อมอาจส่งผลต่อความสะดวกในการถือครองคริปโตในระยะยาว ขณะเดียวกันก็สะท้อนว่า สินทรัพย์ดิจิทัลกำลังขยับเข้าใกล้ ‘ระบบการเงินแบบดั้งเดิม’ ทีละขั้น
ความคิดเห็น 0