เม็กซีเวนเจอร์ส(MEXC Ventures) บริษัทลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลกเปิดเผยผ่านรายงานล่าสุดว่า แม้ตลาด ‘โทเคนสินทรัพย์จริง’ (Real World Asset - RWA) จะดูเติบโตอย่างรวดเร็วในแง่ของตัวเลข แต่กลับซ่อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและความคลาดเคลื่อนทางสถิติเอาไว้ พร้อมระบุว่า เทคโนโลยีนี้มีแนวโน้มใช้เพื่อ *ยกระดับประสิทธิภาพระบบการเงิน* มากกว่าการเข้ามา ‘พลิกโฉม’ ระบบดังกล่าว
ในเดือนมกราคม 2026 มูลค่าตลาด RWA ถูกประเมินว่าทะลุ 185,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งดูเหมือนเป็นการนำสินทรัพย์จริงขึ้นบนบล็อกเชนอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เม็กซีเวนเจอร์สชี้ให้เห็นว่าตัวเลขนี้ส่วนใหญ่เกิดจากสเตเบิลคอยน์ เช่น เทเธอร์(USDT) และยูเอสดีซี(USDC) โดยมีสัดส่วนโทเคนที่ได้จากการแปลงสินทรัพย์จริงจริงเพียงราว 15,000–20,000 ล้านดอลลาร์เท่านั้น ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมากจากตลาดการเงินโลก หมายความว่า ‘การดิจิทัลจริง’ ของสินทรัพย์เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
นอกจากนี้รายงานยังตั้งข้อสังเกตว่าการเติบโตของตลาด RWA ที่หลายฝ่ายพูดถึงอาจมาจากผลของ ‘ฐานต่ำ’ (Base Effect) ซึ่งทำให้ตัวเลขดูน่าประทับใจเกินจริง ตัวอย่างเช่น ตลาดโทเคนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐโตขึ้นถึง 4,000 ล้านดอลลาร์ใน 18 เดือน แต่เมื่อเทียบกับขนาดรวม 27 ล้านล้านดอลลาร์ของตลาดพันธบัตรทั้งหมด กลับมีสัดส่วนเพียง 0.015% เท่านั้น การใช้ตัวเลขนี้เพื่อคาดการณ์แบบเส้นตรงจึงไม่แม่นยำในเชิงสถิติ
เทคโนโลยี RWA ที่เคลมว่าจะสร้างโอกาสในการ ‘ลงทุนแบบแบ่งเจ้าของ’, ‘เทรดได้ 24 ชั่วโมง’ หรือ ‘ทำธุรกรรมแบบทันที’ ก็ยังเผชิญข้อจำกัดในเชิงปฏิบัติและข้อกฎหมาย เช่น ปัจจุบัน ETF และ REITs เองก็ให้ผู้ลงทุนรายย่อยเข้าถึงสินทรัพย์แบบเดียวกันอยู่แล้ว ขณะที่ ‘เวลาทำการตลาดทุน’ ถูกวางไว้เพื่อศูนย์กลางสภาพคล่องและการค้นหาราคาที่แม่นยำ ยิ่งไปกว่านั้น แม้บล็อกเชนจะอัปเดตข้อมูลแบบทันที แต่หากไม่สามารถ *รับรองความสมบูรณ์ตามกฎหมาย* ได้ ก็ไม่สามารถวัดผลได้ว่าระบบการเงินมีประสิทธิภาพดีกว่าเดิมตามที่คาดหวัง
นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถแก้ด้วยเทคโนโลยี เช่น ระบบ ‘ออราเคิล’ (Oracle) ซึ่งมีบทบาทในการเชื่อมโทเคนกับสินทรัพย์จริง จำเป็นต้องพึ่งพาสถาบันภายนอก ทำให้ ‘ต้นทุนแห่งความไว้วางใจ’ พุ่งสูงขึ้น รวมถึงเมื่อเกิดข้อพิพาทด้านกรรมสิทธิ์ ข้อมูลจากเอกสารทะเบียนหรือสัญญาทางกฎหมายจะมีน้ำหนักมากกว่าบันทึกบนบล็อกเชน นอกจากนี้ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายหลักทรัพย์ ยังจำกัดให้ RWA ส่วนใหญ่สามารถจำหน่ายได้เฉพาะกลุ่มนักลงทุนที่ผ่านเกณฑ์ จึงยากต่อการเข้าถึงในวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม เม็กซีเวนเจอร์สยังชี้ให้เห็นถึงท่าทีจากสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ เช่น แบล็คร็อก และเจพีมอร์แกน ที่ยังคงลงทุนในเทคโนโลยีนี้ต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนว่าองค์กรเหล่านี้มองว่าบล็อกเชนไม่ใช่เครื่องมือปฏิวัติวงการ แต่เป็นเทคโนโลยี ‘สนับสนุนการทำงาน’ ที่ช่วย *ลดต้นทุน* และ *เพิ่มความโปร่งใส* ให้แก่กระบวนการด้านหลังบ้าน (Back-office) และขั้นตอนการชำระเงินบางส่วน ซึ่งเริ่มเห็นผลจริงในบางกรณีแล้ว
เม็กซีเวนเจอร์สสรุปว่า แม้โอกาสที่ RWA จะเปลี่ยนแปลงระบบการเงินอย่างรวดเร็วยังมีข้อจำกัดทั้งในเชิงเทคโนโลยีและกฎหมาย แต่โอกาสในการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปภายในโครงสร้างพื้นฐานเดิม โดยเน้นการเพิ่ม *ประสิทธิภาพ* และ *ขยายศักยภาพ* ในการดำเนินงานนั้น มีความเป็นไปได้สูง ในท้ายที่สุด *แก่นสำคัญไม่ใช่ตัวเลขที่เติบโต* แต่คือความสามารถที่เทคโนโลยีนี้จะ *เสริมสร้างความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพในระบบการเงิน* ได้จริงเพียงใด
ความคิดเห็น 0