**โซลานาเดินหน้าพัฒนาไม่หยุด ซีอีโอลั่น “ถ้าไม่ปรับตัว จะตาย” ชี้ขัดแย้งตรงข้ามกับวิสัยทัศน์ของบูเตริน**
อานาโตลี ยาโคเวนโก ซีอีโอของโซลานาแล็บส์ ได้เน้นย้ำจุดยืนที่แตกต่างอย่างชัดเจนจากวิตาลิก บูเตริน ผู้สร้างอีเธอเรียม(ETH) โดยระบุว่า *โซลานา(SOL)* จำเป็นต้องเป็น ‘บล็อกเชนที่เปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง’ หากไม่ปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้พัฒนาและผู้ใช้งาน ก็จะ ‘ถึงจุดจบ’
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ยาโคเวนโกโพสต์ผ่าน X (เดิมคือ Twitter) ว่า “โซลานาต้องไม่หยุดนิ่งในการเปลี่ยนแปลง” พร้อมเสริมว่า “การเปลี่ยนแปลงไม่ควรขึ้นอยู่กับองค์กรหรือกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ต้องปรับตามความต้องการของผู้ใช้งานกับนักพัฒนา หากตามไม่ทัน ก็จะไม่รอด” ซึ่งคำพูดนี้ถูกมองว่าเป็นการแสดงจุดยืนโต้กลับต่อแนวคิดของบูเตรินที่เคยกล่าวไว้ว่า อีเธอเรียมควรพัฒนาเป็น *บล็อกเชนที่สามารถดำเนินงานด้วยตัวเองยาวนานหลายสิบปีโดยไม่ต้องมีมนุษย์แทรกแซง*
**ต่างปรัชญา ‘อัตโนมัติ’ กับ ‘การปรับตัว’ จุดยืนของสองบล็อกเชนใหญ่**
แม้ทั้งอีเธอเรียม(ETH) และโซลานา(SOL) จะเป็นบล็อกเชนระดับเลเยอร์ 1 ที่โดดเด่นในตลาด แต่ทั้งสองกลับมีแนวทางการพัฒนาในทิศทางตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง ฝั่งบูเตรินให้น้ำหนักกับ *การกระจายศูนย์ ความเป็นส่วนตัว และความเป็นอิสระเชิงโครงสร้าง* แม้ต้องแลกกับการเติบโตที่ช้าก็ตาม ขณะที่ยาโคเวนโกมองว่า บล็อกเชนควรมุงเน้น *ความสามารถด้านเทคนิคเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาด* เป็นหลัก
ปัจจุบัน *อีเธอเรียม* ยังคงรักษาสถานะเป็นแพลตฟอร์มสมาร์ตคอนแทรกต์ที่กระจายศูนย์ที่สุด และเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มสเตเบิลคอยน์และสินทรัพย์โทเคนจากโลกจริง ขณะที่ *โซลานา* โดดเด่นในความเร็วการประมวลผลและการใช้งานในแอปพลิเคชันฝั่งผู้บริโภค ส่งผลให้มีปริมาณธุรกรรมและรายได้จากค่าธรรมเนียมที่แข็งแกร่ง
กลุ่มที่สนับสนุนแนวทางของบูเตรินมองว่า “การเพิ่มเติมฟีเจอร์เกินจำเป็นจะเพิ่มช่องโหว่ด้านความปลอดภัย และสร้างความเสี่ยงเชิงโปรโตคอลอย่างคาดไม่ถึง รวมถึงลดระดับการกระจายศูนย์” ขณะที่ฝั่งยาโคเวนโกเตือนว่า หากไม่ปรับตัวให้เร็วพอ อาจพ่ายแพ้ให้กับคู่แข่งที่มีความอ agile มากกว่า ซึ่ง *ความคิดเห็น* นี้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของปรัชญาการดำเนินงานที่เน้นการเติบโตต่อเนื่อง
**โซลานาเล็งใช้ AI พัฒนาระบบ ยกระดับโปรโตคอลแบบ ‘สิ่งมีชีวิต’**
ยาโคเวนโกยังเปิดเผยภาพอนาคตของโซลานาว่า การอัปเดตโปรโตคอลควรพัฒนาขึ้นจากเครือข่ายผู้มีส่วนร่วมที่หลากหลาย ไม่ใช่เพียงทีมพัฒนากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และยังเสนอความเป็นไปได้ที่ *ปัญญาประดิษฐ์ (AI)* จะเข้ามามีบทบาทในการร่วมเขียนและปรับปรุงโค้ดของโซลานาในอนาคต
เขาระบุว่า “เราควรคาดหวังว่าโซลานาจะมีเวอร์ชันใหม่เกิดขึ้นอยู่เสมอ” พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ในการนำ *ค่าธรรมเนียมเครือข่ายของโซลานามาสนับสนุนการพัฒนาด้วย AI* ชี้ให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาแพลตฟอร์มให้กลายเป็น ‘สิ่งมีชีวิตที่เรียนรู้และปรับตัวได้ตลอดเวลา’
**บูเตรินชี้ อีเธอเรียมยังไม่ใช่ระบบอัตโนมัติอย่างแท้จริง**
ขณะเดียวกัน ทางด้านบูเตรินก็ยอมรับว่า อีเธอเรียมยังไม่สามารถเรียกว่าเป็นเครือข่ายอัตโนมัติได้อย่างแท้จริง เขากล่าวว่าเครือข่ายยังต้องปรับปรุงในหลายด้าน เช่น *ระบบความปลอดภัยที่ทนต่อคอมพิวเตอร์ควอนตัม, โครงสร้างที่รองรับการขยายตัวได้มากขึ้น* และ *โมเดลการสร้างบล็อกที่ลดแรงกดดันจากการรวมศูนย์*
ช่องว่างของแนวทางระหว่างอีเธอเรียมและโซลานาอาจกลายเป็น ‘สมรภูมิความคิด’ ที่มีอิทธิพลต่อทิศทางของวงการคริปโตในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็น *แนวคิดกึ่งอัตโนมัติแบบอีเธอเรียม* หรือ *แนวทางแบบปรับตัวได้ของโซลานา* ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าใครจะเป็นผู้ได้เปรียบในท้ายที่สุด แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ ทั้งสองฝ่ายต่าง ‘เตรียมรับมือกับอนาคตที่ซับซ้อนกว่าที่เคย’
ความคิดเห็น 0