ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ยื่นฟ้องธนาคารเจพีมอร์แกนเชส(JPM) ซึ่งเป็นหนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา ด้วยมูลค่าค่าเสียหายถึง 5 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 73,325 ล้านบาท โดยประเด็นสำคัญคือข้อกล่าวหาเรื่อง ‘การยกเลิกบัญชีโดยไร้เหตุผล (debanking)’ ด้วยเหตุผลทางการเมืองและศาสนา
เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) Bloomberg รายงานว่า ทรัมป์ได้ยื่นฟ้องต่อศาลท้องถิ่นในเคาน์ตีไมอามี-เดด รัฐฟลอริดา โดยระบุว่าบัญชีที่เกี่ยวข้องกับบริษัทของเขาถูกยกเลิกโดยไม่ได้รับการแจ้งเตือนหรือคำอธิบายอย่างเหมาะสม และเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงิน 5 พันล้านดอลลาร์ ในคำฟ้องยังกล่าวถึง เจพีมอร์แกน ว่าละเมิด 'ความสุจริตใจในการดำเนินธุรกิจ' และโจมตี เจมี ไดมอน(Jamie Dimon) ซีอีโอของธนาคาร ว่าละเมิด ‘กฎหมายว่าด้วยการค้าที่ไม่เป็นธรรม’ ของรัฐฟลอริดา อย่างไรก็ตาม เอกสารฟ้องร้องยังไม่ได้ถูกรวมไว้ในบันทึกสาธารณะของศาล
ด้านโฆษกของเจพีมอร์แกนออกแถลงการณ์โต้แย้งว่า ข้อกล่าวหานั้น ‘ไม่มีมูลความจริง’ พร้อมยืนยันว่า "ทางธนาคารไม่ได้ยกเลิกบัญชีลูกค้าด้วยเหตุผลทางการเมืองหรือศาสนาอย่างแน่นอน"
สาเหตุเบื้องหลังของคำฟ้องครั้งนี้มีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์จลาจลที่อาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 ซึ่งทรัมป์เคยโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 17 มกราคม ยืนยันว่า การกระทำในวันนั้นเป็นการตอบโต้การเลือกตั้งปี 2020 ที่เขาเห็นว่า ‘ถูกโกง’ พร้อมทั้งเปรยว่า การปิดบัญชีของเขาและผู้สนับสนุนมีส่วนเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ดังกล่าว
ซีอีโอไดมอนเคยแสดงจุดยืนเมื่อปลายปี 2023 ว่า "ทั้งผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน รวมถึงผู้มีความเชื่อต่างกัน เคยถูกยกเลิกบัญชี แต่ไม่เคยเกิดขึ้นเพราะเหตุผลทางการเมืองหรือศาสนาเลย" ซึ่งสะท้อนถึงคำชี้แจงจากภาคธนาคารที่ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าเกิดการ ‘discrimination’ ต่อผู้ใช้งานในอุตสาหกรรมคริปโตด้วยเหตุผลทางอุดมการณ์
ในความเป็นจริง ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เพื่อป้องกัน ‘การดีแบงก์’ ที่มีแรงจูงใจทางการเมืองหรือผิดกฎหมาย พร้อมเรียกร้องให้มีการสอบสวนเชิงลึก ท่ามกลางความพยายามของสมาชิกพรรครีพับลิกันในการออกกฎหมายรับมือการเลือกปฏิบัติในธนาคาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อกลุ่มบริษัทในอุตสาหกรรมดิจิทัล
ภายในปี 2024 บรรดาผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีและคริปโตมากกว่า 30 รายเปิดเผยว่า เคยถูกปิดบัญชีโดยไร้เหตุผล ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นผลพวงจากปฏิบัติการ ‘Chokepoint 2.0’ ที่รัฐบาลจงใจปิดกั้นการเข้าถึงระบบการเงินของผู้เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล
จากการที่ประธานาธิบดีทรัมป์กระโดดเข้าสู่ประเด็นนี้ด้วยตัวเอง คดีความครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ และจุดไฟในสมรภูมิการเมืองที่กำลังร้อนแรงก่อนการเลือกตั้ง โดยเฉพาะเมื่อ ‘คริปโต’ และ ‘เสรีภาพทางการเงิน’ กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหัวข้อหลักในนโยบายของพรรครีพับลิกัน ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ไม่เพียงแต่นำไปสู่การถกเถียงเรื่องสิทธิผู้ใช้งานในอุตสาหกรรมคริปโต แต่ยังเป็น ‘สัญญาณเตือน’ ว่าประเด็นการเงินกำลังกลายเป็นเครื่องมือในเกมการเมืองที่ดุเดือดอีกครั้ง
ความคิดเห็น 0