วิตาลิก บูเตอริน ประกาศให้ปี 2026 เป็น ‘ปีแห่งความเป็นส่วนตัว’ พร้อมแผนเดินหน้าสู่การปฏิวัติดิจิทัลด้วยเทคโนโลยีแบบกระจายศูนย์และ AI ท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้าง ‘อธิปไตยทางข้อมูลส่วนบุคคล’ โดยลดการพึ่งพาเซิร์ฟเวอร์กลางและนำเสนอทางเลือกใหม่ที่เน้นความเป็นส่วนตัวมากขึ้น
วิตาลิก บูเตอริน ผู้ร่วมก่อตั้งอีเธอเรียม(ETH) เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาผ่านโพสต์ใน X (ชื่อเดิมคือทวิตเตอร์) ว่า เขาได้เปลี่ยนเครื่องมือซอฟต์แวร์หลักที่ตนใช้งานเป็นประจำจำนวนสองรายการ โดยเปลี่ยนจากเอกสารของกูเกิลมาใช้ ‘Fileverse’ แพลตฟอร์มแบบโอเพ่นซอร์สที่กระจายศูนย์ และเปลี่ยนจากแอปข้อความเดิมมาเป็น ‘Signal’ ซึ่งมีการเข้ารหัสแบบ ครบวงจร (end-to-end encryption) ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
ในขณะที่ Signal ใช้การเข้ารหัสในทุกข้อความทั้งแบบส่วนตัวและแบบกลุ่มและเก็บข้อมูลเมตาขั้นต่ำ เช่น วันที่สร้างบัญชีเท่านั้น แอปยอดนิยมอย่าง Telegram กลับยังใช้การเข้ารหัสเพียงในโหมด ‘แชทลับ’ เท่านั้น ข้อมูลอื่นๆ รวมถึงข้อความจะถูกจัดเก็บบนเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทเอง ซึ่งเพิ่มความกังวลเรื่อง ‘การเฝ้าระวัง’ โดยเฉพาะในประเทศอย่างฝรั่งเศสที่มีการร้องขอข้อมูลจากเจ้าหน้าที่รัฐอยู่บ่อยครั้ง
ภารกิจ ‘การปกครองตนเองทางดิจิทัล’ ของบูเตอรินยังคงเดินหน้าต่อไปในปีนี้ โดยเขาเลือกใช้ ‘Organic Maps’ ที่สร้างบน OpenStreetMap แทนที่ Google Maps และหันมาใช้อีเมลเข้ารหัสอย่าง ‘Proton Mail’ แทน Gmail พร้อมระบุว่า เขาให้ความสำคัญกับแพลตฟอร์มโซเชียลแบบกระจายศูนย์แทนแบบรวมศูนย์เหมือนที่ใช้กันทั่วไป
นอกจากนี้ บูเตอรินยังชี้ว่าท่ามกลางกระแสของ AI แบบ ‘โมเดลภาษาใหญ่’ (LLM) เริ่มมีโอกาสมากขึ้นในการรันโมเดลโดยตรงจากเครื่องของผู้ใช้โดยไม่ต้องพึ่งพาแหล่งภายนอก แม้ประสบปัญหาเรื่องความเร็วและความสะดวกในการใช้งานอยู่บ้าง แต่เขาเชื่อว่ามีการ ‘พัฒนาอย่างก้าวกระโดด’ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
ความเห็นของเขาสอดคล้องกับ นาโอมิ บร็อควเวล ผู้ก่อตั้ง ‘NBTV’ ซึ่งกล่าวว่า การรันโมเดล AI แบบโลคอลถือเป็นแนวทางที่เป็นมิตรที่สุดต่อความเป็นส่วนตัว อีกทั้งยังสนับสนุนการใช้บิตคอยน์(BTC), เครื่องมือโฮสต์ข้อมูลด้วยตนเอง และระบบส่งข้อความแบบเข้ารหัส เพื่อยับยั้งการควบคุมของรัฐบาลและบริษัทขนาดใหญ่
คำประกาศของบูเตอรินเกิดขึ้นท่ามกลางการถกเถียงในสหภาพยุโรปเกี่ยวกับร่างกฎหมาย ‘Chat Control’ ซึ่งเสนอให้มีการสแกนข้อความของผู้ใช้งานก่อนการเข้ารหัสเพื่อป้องกันการเผยแพร่เนื้อหาสำหรับการล่วงละเมิดเด็ก แนวทางนี้จุดกระแสต่อต้านจากภาคประชาสังคมและผู้เชี่ยวชาญที่มองว่าเป็น ‘การตรวจสอบฝั่งไคลเอนต์’ ซึ่งคุกคามความเชื่อมั่นและความปลอดภัยของผู้ใช้งาน
บูเตอรินยืนยันว่าการย้ายไปใช้แอปที่เน้นการเข้ารหัส เป็นโอเพ่นซอร์ส และรันได้จากอุปกรณ์ผู้ใช้เอง คือก้าวแรกสู่การยึดคืนอธิปไตยทางข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมเสริมว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือ ‘การตัดสินใจเลือก’ โดยผู้ใช้ควรมีอำนาจควบคุมร่องรอยดิจิทัลและข้อมูลของตนเองอย่างเต็มที่
สำหรับบูเตอรินแล้ว ‘ความเป็นส่วนตัว’ ไม่ได้หมายถึงการปกปิด แต่คือ ‘ความเป็นอิสระ’ การเลือกใช้ AI ที่รันบนอุปกรณ์ของผู้ใช้งาน การสื่อสารแบบเข้ารหัส และระบบอินเทอร์เน็ตแบบกระจายศูนย์ คือสิ่งสะท้อนความพยายามจะหลุดพ้นจากโลกดิจิทัลที่ยึดโยงกับการส่งข้อมูลให้ผู้อื่นตลอดเวลา
ความคิดเห็น 0