ริปเปิล(XRP) ขยับขยายอิทธิพลบนเวทีการเงินดิจิทัลระดับโลกอย่างเงียบๆ โดยเริ่มต้นจากฮ่องกง จนถูกจับตามองว่าอาจกลายเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานหลัก’ ของระบบการเงินในยุคใหม่ ขณะที่นักวิเคราะห์บางรายมองว่า ความเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของ ‘ซูเปอร์ไซเคิล’ รอบใหม่ในปี 2026 ตามที่อดีตซีอีโอของไบแนนซ์(CZ) เคยกล่าวไว้
เมื่อวันที่ 24 นักวิเคราะห์สายคริปโตที่ใช้ชื่อว่า ‘Crypto Sensei’ แสดงความคิดเห็นว่า ริปเปิลกำลังวางตำแหน่งเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานแก่เงินดิจิทัลของโลก ผ่านการมีบทบาทในเวทีสำคัญ เช่น การประชุมดาวอส การวางกรอบนโยบายของฮ่องกง ตลอดจนความพยายามแก้ปัญหาค่าธรรมเนียมโอนเงินที่สูงในทวีปแอฟริกา จุดที่น่าสังเกตคือเขามองว่าทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกัน และสะท้อนถึงยุทธศาสตร์ของริปเปิลในแง่การเจาะตลาดและผลักดันการใช้งานจริงมากกว่าการเล่นกับราคา
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญคือ การที่รัฐบาลฮ่องกงประกาศเตรียมเปิดระบบอนุญาตให้มีการออกเหรียญสเตเบิลคอยน์อย่างเป็นทางการภายในต้นปี 2026 ซึ่งจะประกอบด้วยข้อกำหนดที่เข้มงวดด้านเงินสำรอง กลไกการไถ่ถอน และการบริหารความเสี่ยง ขนานกันนั้น ริปเปิลก็เดินหน้าเปิดตัวแพลตฟอร์ม CBDC (เงินดิจิทัลของธนาคารกลาง) ที่สร้างบน XRP 레저 ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ e-HKD โดยธนาคารกลางฮ่องกง (HKMA)
ตัวอย่างการใช้งานจริงเริ่มปรากฏแล้ว เช่น ธนาคารฟูบอนในท้องถิ่นกำลังทดสอบการใช้ e-HKD ในกระบวนการโทเคนไนซ์อสังหาริมทรัพย์ และการชำระเงินแบบเรียลไทม์ นักวิเคราะห์บางรายให้ความเห็นว่า แพลตฟอร์ม CBDC ของริปเปิลสามารถทำหน้าที่เป็น ‘เลเยอร์ด้านสภาพคล่องในระดับกฎระเบียบ’ ซึ่งอาจไม่ใช่การแปลง XRP เป็น CBDC ตรงๆ แต่หากธนาคารเลือกใช้ XRP ในการดูแลสินทรัพย์ การชำระเงิน หรือสร้างกลไกเชื่อมโยง ก็จะช่วยหนุนให้ปริมาณการใช้งานและความต้องการในเครือข่าย XRP เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
อีกฝั่งหนึ่งของโลก ริปเปิลยังหันไปเจาะตลาดประเทศเกิดใหม่อย่างแอฟริกา ซึ่งได้รับการพูดถึงในเวทีดาวอสเช่นกัน เวรา ซองเว(Vera Songwe) ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจของแอฟริกา เผยว่า ค่าโอนเงินเฉลี่ยจากต่างประเทศสูงถึง 6% และกินเวลาหลายวัน แต่หากใช้เหรียญสเตเบิลคอยน์ ค่าธรรมเนียมสามารถลดลงเหลือเพียง 1 ดอลลาร์ และใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที
ริส เมริก(Reese Meric) ผู้บริหารของริปเปิลที่ดูแลโซนตะวันออกกลางและแอฟริกา ได้นำเสนอ RLUSD เหรียญสเตเบิลคอยน์ที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐ ว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในบริบทนี้ ร่วมกับสินทรัพย์อื่น เช่น สเตลลาร์ลูเมน(XLM) และเฮเดรา(HBAR) เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการโอนเงินและเก็บออมในประเทศที่ประสบปัญหาเงินเฟ้อสูง เขายังประเมินว่า RLUSD อาจมีมูลค่าการใช้งานรวมต่อปีเพิ่มจาก 1.4 พันล้านดอลลาร์ ไปถึงระดับ 10 พันล้านดอลลาร์ แม้ยังเป็นเพียงการคาดการณ์เบื้องต้น
ขณะที่ฝั่งสถาบันการเงินก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวในระดับโครงสร้าง เมื่อครั้งล่าสุดในงานประชุมเศรษฐกิจโลกที่สวิตเซอร์แลนด์ แลร์รี ฟิงก์ CEO ของแบล็คร็อก เน้นย้ำความสำคัญของการ ‘โทเคนไนซ์’ หลักทรัพย์ เช่น ตราสารหนี้ รัฐบาล และกองทุนตลาดเงิน (MMF) ว่าเป็นเครื่องมือในการลดต้นทุนและเพิ่มความโปร่งใส
หนึ่งในตัวอย่างจริงคือนักวิเคราะห์ยกกรณีของแฟรงคลิน เทมเปิลตัน ซึ่งดำเนินกองทุนตลาดเงินบนเครือข่ายสเตลลาร์ โดยมีการชำระเงินจำนวน 50,000 รายการในต้นทุนเพียง 1.5 ดอลลาร์ จากปกติที่อาจต้องจ่ายถึง 75,000 ดอลลาร์ ความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้บ่งชี้ถึงศักยภาพของระบบใหม่
ด้าน ‘ซีแซด’ หรือที่รู้จักในชื่อจริงว่า จาง เผิงจ้าว(CZ) อดีต CEO ของไบแนนซ์ให้สัมภาษณ์ว่ายังมีโมเดลธุรกิจเพียงไม่กี่รูปแบบที่พิสูจน์แล้วว่าทำงานได้ในโลกคริปโต ได้แก่ ‘แพลตฟอร์มซื้อขาย’ กับ ‘เหรียญสเตเบิลคอยน์’ ขณะที่คลื่นลูกต่อไปจะเป็นบริการฝั่งโทเคนไนซ์ การชำระเงิน และการใช้งานร่วมกับ AI เขาคาดการณ์ว่า ปี 2026 อาจกลายเป็น ‘ซูเปอร์ไซเคิล’ สำหรับบิตคอยน์(BTC) จากการที่แนวโน้มทางกฎหมายในสหรัฐฯ เปลี่ยนไปในทางที่เป็นมิตรกับคริปโต และความต้องการในระดับโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
สุดท้าย สิ่งที่ช่วยยืนยันว่าริปเปิลไม่ได้วางแผนแค่ในระดับนโยบาย แต่ยังเดินหน้าสู่การใช้งานจริงคือ การที่ธนาคารกาตานตี BBVA ซึ่งเป็นธนาคารเอกชนอันดับสองของตุรกี เดินหน้าผนึกกับริปเปิลเพื่อใช้เทคโนโลยีดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลสำหรับ XRP บิตคอยน์ และอีเธอเรียม(ETH) โดยตรง นักวิเคราะห์มองว่านี่เป็นกรณีของ ‘เทคโนโลยีเพื่อการใช้งานจริง’ สำหรับธนาคารขนาดใหญ่ ที่อาจถูกอ้างอิงต่อไปในวงการธนาคารทั่วโลก
‘ความคิดเห็น’: เมื่อการใช้จริงเริ่มเห็นผลชัดเจนมากขึ้น สินทรัพย์พื้นฐานอย่าง XRP ที่ทำหน้าที่เป็นเลเยอร์ด้านสภาพคล่อง อาจเข้ามามีบทบาทสำคัญมากกว่าการเป็นแค่เหรียญเก็งกำไร การสนับสนุนจากภาครัฐ ความคืบหน้าจากภาคสถาบัน และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในชีวิตจริง ล้วนเป็นแรงผลักสำคัญที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในแนวโน้มของตลาดคริปโตในระยะยาว
ความคิดเห็น 0