การเติบโตของ DePIN: โครงสร้างพื้นฐานแนวหน้าแห่งปี 2026
ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์(AI)กลายเป็นกระแสร้อนแรงทั่วโลก คำถามที่เริ่มถูกหยิบยกมากขึ้นคือ “ใครจะเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขับเคลื่อน AI ในโลกแห่งความเป็นจริง?” เพราะการประมวลผลไม่ได้ใช้เพียงโค้ดหรืออัลกอริทึมเท่านั้น แต่ต้องอาศัย *ทรัพยากรการคำนวณ แบนด์วิธ และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลจริง* ซึ่งนำไปสู่การเติบโตของแนวคิด *เครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานแบบกระจายศูนย์(DePIN)* ที่เริ่มเปล่งประกายจนกลายเป็นคำสำคัญในปี 2026
เมื่อปี 2025 DePIN เริ่มพ้นจากเฟสแนวคิดและพัฒนาตัวเองเป็น *ตลาดที่มีตัวตนจริง* โดยจำนวนอุปกรณ์ IoID ที่ลงทะเบียนพุ่งขึ้นถึง 450% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่รายได้จากโปรโตคอลต่างๆ เพิ่มขึ้น 258% หรือคิดเป็น 443,770 ดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์ (ราว 64 ล้านบาท) ดังนั้นคำถามสำคัญในตอนนี้จึงไม่ใช่เรื่องของความเป็นไปได้อีกต่อไป แต่กลายเป็นว่า DePIN จะสามารถ *ขยายตัวอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพได้หรือไม่*
แนวโน้มตลาด DePIN และตัวชี้วัดการเติบโต
เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2026 มูลค่ารวมของตลาด DePIN อยู่ที่ประมาณ *11,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ* หรือประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนเฉพาะโทเคนที่จดทะเบียน หากคำนวณรวมถึงโครงการที่ยังไม่จดทะเบียน มูลค่าที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้มาก
แม้ในปีที่ผ่านมาโทเคน DePIN โดยเฉลี่ยจะร่วงลงถึง 80% แต่ “โปรเจ็กต์ที่มีการใช้งานจริง” กลับฟื้นตัวได้ดี เช่น เรนเดอร์(RENDER) ที่ให้บริการเรนเดอริงแบบเรียลไทม์ ราคาพุ่งขึ้นถึง 62% ภายในเดือนเดียว ส่วนโครงการ อาร์วีฟ(AR) และ อะคาชี(AKASH) ก็เห็นการเพิ่มขึ้นระดับสองหลัก
ภาคการสื่อสารไร้สาย ระบุว่า *จำนวนเราเตอร์ที่เชื่อมต่อทั้งหมดทะลุ 5 ล้านเครื่อง* และบริษัทชั้นนำในดัชนีฟอร์จูน 500 ได้ร่วมเป็นพันธมิตร ส่งผลให้จำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้น 23% ด้านโครงการแผนที่อย่าง ไฮฟ์แมปเปอร์(Hivemapper) ครอบคลุมเส้นทางถนนทั่วโลกกว่า 700 ล้านกิโลเมตร หรือประมาณ 37% ของถนนโลก พร้อมระดมทุนได้อีก 32 ล้านดอลลาร์(ประมาณ 461 ล้านบาท) สำหรับอะคาชี รายได้ประจำต่อปีแตะ 4.3 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 62 ล้านบาท ใช้รองรับความต้องการ AI ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
การวัดผลที่เปลี่ยนจากตัวเลขสู่ประสิทธิภาพจริง
ตอนนี้ตลาดไม่สนใจแค่จำนวนเราเตอร์หรือการลงทะเบียนอีกต่อไป *แต่หันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพทราฟฟิกที่รับได้ ความเสถียรในการใช้งาน และสถานะของสัญญาพาณิชย์* ปี 2026 จึงเป็นปีของ *"การใช้งานจริง ความเชื่อถือ และรายได้จากสัญญา"*
แนวโน้มที่ชัดเจนคือการที่ DePIN กลายเป็น *โครงสร้างพื้นฐานหลักของ AI* โดยถ้า AI คือ ‘ด่านหน้า’ DePIN ก็คือ ‘ซัพพลายเชน’ ที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ด้วยความต้องการทรัพยากรที่เติบโตแบบก้าวกระโดด ศูนย์ข้อมูลแบบรวมศูนย์จึงไม่อาจรองรับได้อีกต่อไป
ตัวชี้วัดที่นักลงทุนเริ่มโฟกัสคือ *รายได้ต่อโหนด, อัตราการใช้งานบริการ,* และ “จำนวนสัญญาพาณิชย์” ที่เซ็นกับลูกค้าองค์กร เช่น การทำข้อตกลง B2B หรือการเป็นพันธมิตรกับโอเปอเรเตอร์ในระดับ Backhaul
ความเคลื่อนไหวด้านกฎระเบียบก็เริ่มเปลี่ยนแปลง โดยการที่ *คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์สหรัฐ(SEC)* ปฏิเสธการฟ้องร้อง โนวาแล็บส์(Nova Labs) กลายเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนความ *ยืดหยุ่นทางกฎหมายต่อโครงการที่มีการใช้จริง*
ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมเริ่มรวมตัวกันอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น โปรเจกต์แผนที่ที่เริ่มเชื่อมเข้ากับโครงข่ายข้อมูลของรถยนต์ไร้คนขับ และแนวโน้มด้าน *สินทรัพย์จริง(RWA)* กับ *สเตเบิลคอยน์* ที่กำลังกลายเป็นโครงสร้างแกนหลักของแนวโน้ม DePIN
จากข้อมูลของสถาบันวิจัยตลาด คาดว่าในปี 2028 ตลาดรวมของ DePIN จะมีมูลค่าถึง *3.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ* หรือประมาณ *5,000 ล้านล้านบาท*
พลวัตที่เคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลัง DePIN
แม้หลายปรากฏการณ์อาจมองไม่เห็นด้วยตา แต่พลังขับเคลื่อน DePIN เกิดจากความเป็นจริง อาทิ *ภาวะขาดแคลนทรัพยากรคำนวณสำหรับ AI* ที่ยิ่งทวีความรุนแรง ทำให้การกระจายโครงสร้างพื้นฐานเป็นทางเลือกเชิงเศรษฐกิจมากขึ้น
นอกจากนี้ เหตุการณ์ระบบล่มครั้งใหญ่ของ *Cloudflare* เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้ความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงของความรวมศูนย์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมส่งแรงหนุนต่อโซลูชันแบบกระจายโดยตรง ขณะเดียวกัน การแพร่หลายของเซนเซอร์และเราเตอร์ต้นทุนต่ำ ทำให้ *ใครก็สามารถเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างรวดเร็ว*
สเตเบิลคอยน์ก็มีบทบาทไม่น้อย โดยกลายเป็น *เครื่องมือการชำระเงินแบบทันที* สำหรับการให้รางวัลแก่ผู้ร่วมเครือข่ายในระดับมหาชน ทั้งยังเป็นกลไกที่เหมาะสมกับการใช้ในระบบขนาดใหญ่
จุดแข็งอีกด้านของ DePIN คือ *ความโปร่งใสจากระบบบัญชีบนเชนแบบเรียลไทม์* ซึ่งใช้ Smart Contract เพื่อพิสูจน์การทำงานแบบ Proof-of-Work ที่เปิดเผย ตรวจสอบ และเชื่อถือได้ ทำให้ DePIN ถูกเลือกใช้ในทั้ง B2B และผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูง
*ความคิดเห็น*: DePIN ไม่ใช่เพียงเทรนด์ชั่วคราวแต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างระยะยาว ปัจจุบันไม่ใช่ว่า ‘DePIN จะเกิดหรือไม่’ แต่เป็นเรื่องของ ‘เมื่อไหร่จะเกิดเต็มรูปแบบ’ เพราะตอนนี้ตลาดเริ่มสุกงอม เทคโนโลยีและความต้องการก็พร้อมแล้ว และปี 2026 กำลังจะกลายเป็นปีที่การเปลี่ยนผ่านนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ความคิดเห็น 0