ปีเตอร์ สไตน์เบอร์เกอร์ ผู้พัฒนาผู้ช่วย AI แบบโอเพนซอร์ส ‘Moltbot’ ออกมาเตือนประชาชนให้ระวังการหลอกลวงด้วยมีมคอยน์ชื่อว่า ‘คลาวด์(CLAWD)’ ซึ่งแอบอ้างว่าเป็นโปรเจกต์ที่เขาเป็นผู้สร้าง โดยมีรายงานว่าแฮกเกอร์อาศัยช่องโหว่จากการเปลี่ยนชื่อบัญชี GitHub และ X (อดีตทวิตเตอร์) เพื่อขโมยตัวตนของสไตน์เบอร์เกอร์ และโปรโมทเหรียญดังกล่าวให้ดูมีความน่าเชื่อถือ
เหรียญ ‘คลาวด์’ เป็นมีมคอยน์บนบล็อกเชนโซลานา(SOL) ซึ่งถูกเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม ‘Pump.fun’ โดยไม่มีเอกสารไวท์เปเปอร์หรือข้อมูลทีมพัฒนาอย่างชัดเจน หวังดึงดูดนักลงทุนด้วยการแอบอ้างชื่อเสียงของสไตน์เบอร์เกอร์ เขาได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนผ่าน X ว่า “ผมจะไม่มีทางออกเหรียญใด ๆ ทั้งสิ้น และโปรเจกต์ที่อ้างว่าผมเป็นเจ้าของเหรียญล้วนเป็นการหลอกลวง”
เขาเสริมว่าไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ จากเหรียญดังกล่าว และขอให้หยุดใช้ชื่อและเทคโนโลยีของเขาในทางที่ผิด พร้อมระบุว่ากำลังร่วมมือกับ GitHub เพื่อขอคืนบัญชี และวอนให้ยุติการคุกคามหรือข้อกล่าวหาเพิ่มเติม
กรณีนี้ถูกมองว่าเป็นตัวอย่างล่าสุดของการนำแนวคิด ‘มีมคอยน์’ และ ‘โอเพนซอร์ส’ ไปใช้ในทางที่ผิดเพื่อหวังผลตอบแทนทางการเงิน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของโครงการ นักวิจัยชื่อ Stichdijin ยืนยันเมื่อวันที่ 25 ว่าเหรียญ CLAWD ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับสไตน์เบอร์เกอร์ เช่นเดียวกับเสียงเตือนจากนักพัฒนา Ozmen ที่ระบุเมื่อวันที่ 27 ว่า “โปรเจกต์โอเพนซอร์สที่ได้รับความนิยมมักตกเป็นเป้าหมายของการหลอกลวงซ้ำแล้วซ้ำเล่า”
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นใจสไตน์เบอร์เกอร์ นักเทรดรายหนึ่งมองว่าท่าทีของเขาเป็นการต่อต้านระบบคริปโต ขณะที่ผู้สนับสนุนมีมคอยน์รายหนึ่งถึงขั้นระบุว่า “การคุกคามจะไม่หยุดลงแค่นี้” ในขณะเดียวกัน โรเบิร์ต สโคเบิล นักวิเคราะห์สายเทคโนโลยี กล่าวว่า เขาเองก็เคยปฏิเสธข้อเสนอการออกเหรียญหลายครั้ง และเห็นว่าการระดมทุนเพื่อพัฒนาโครงการไม่จำเป็นต้องมีเหรียญเสมอไป
เหตุการณ์นี้ยังทำให้หลายคนย้อนนึกถึงกรณีของมีมคอยน์ ‘Ralph’ ซึ่งอาศัยเพียงข่าวลือว่าเกี่ยวข้องกับนักพัฒนา AI ก็สามารถทำให้ราคาทะยานขึ้น กระทั่งเกิดการเทขายกว่า 300,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 4.3 ล้านบาท ส่งผลให้เหรียญร่วงลงถึง 80% ทั้งที่นักพัฒนาออกมาปฏิเสธว่าไม่เคยมีส่วนร่วมเลย เช่นเดียวกับกรณีของ จางเผิง จ้าว อดีตซีอีโอของ Binance ที่เคยต้องออกมาเตือนเมื่อวันที่ 13 ว่า โพสต์ล้อเล่นของตนกลับถูกตีความว่าเป็นสัญญาณลงทุนจนเสียหายกันถ้วนหน้า
สไตน์เบอร์เกอร์ปิดท้ายว่า จุดประสงค์ของ ‘Moltbot’ คือการสร้างซอฟต์แวร์เพื่อสาธารณประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อเก็งกำไร เขาต้องการให้โครงการนี้ยังคงเป็นแพลตฟอร์มโอเพนซอร์สที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้แรงบันดาลใจและเรียนรู้ แทนที่จะกลายเป็นเครื่องมือในวงจรของการหลอกลวงในตลาดคริปโต
เหตุการณ์นี้ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนว่าความไว้วางใจในโลกคริปโตจะต้องมาพร้อมกับ ‘การตรวจสอบตัวตน’ และการระบุเจ้าของโครงการอย่างชัดเจน ท่ามกลางกระแสมีมคอยน์ที่ยังคงสร้างความสับสนและความผันผวนให้กับตลาดอยู่ในปัจจุบัน
ความคิดเห็น 0