Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

สไตรฟ(Strive) ทุ่มเพิ่ม 334 BTC หลังปิดดีลชำระหนี้ 92% และระดมทุนทะลุ 600 ล้านดอลลาร์

บริษัทด้านกลยุทธ์ทางการเงินที่มุ่งเน้นบิตคอยน์(BTC) อย่างสไตรฟ(Strive) ได้ชำระหนี้ที่เกิดจากการเข้าซื้อกิจการบริษัทเซมเลอร์ ไซแอนทิฟิก(Semler Scientific) ไปแล้วกว่า *92%* พร้อมเดินหน้าซื้อบิตคอยน์เพิ่มอีก *334 BTC* ภายหลังระดมทุนจากการออกหุ้นบุริมสิทธิประเภทแปรผันแบบถาวรภายใต้ชื่อ ‘SATA’ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างล้นหลาม

เมื่อวันที่ 24 สไตรฟเปิดเผยว่า การออกหุ้นบุริมสิทธิดังกล่าวได้รับคำสั่งซื้อจากนักลงทุนสูงถึง *600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8,568 ล้านบาท)* ทำให้บริษัทต้องปรับเป้าระดมทุนเพิ่มขึ้นจากเดิม *150 ล้านดอลลาร์* เป็น *225 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3,217 ล้านบาท)* โดยหุ้นเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มการถือครองบิตคอยน์ในระยะยาว โดย *ไม่เพิ่มอัตราทด (Leverage)* ในโครงสร้างเงินทุนของบริษัท

บริษัทที่นำโดย *วีเวก รามาสวามี(Vivek Ramaswamy)* นี้ ได้ปิดดีลเข้าซื้อเซมเลอร์อย่างสมบูรณ์เมื่อวันที่ 13 มกราคม พร้อมถือโอกาสวางรากฐานเชิงกลยุทธ์สำหรับบิตคอยน์ในฐานะสินทรัพย์หลัก ล่าสุด สไตรฟนำเงินระดมทุน ร่วมกับเงินสดที่มีอยู่และรายได้จากการปิดโพซิชั่นเฮดจิ้งบางส่วน มาชำระหนี้จำนวน *110 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,570 ล้านบาท)* โดยในจำนวนนี้ *90 ล้านดอลลาร์* มาจากแปลงพันธบัตรแปลงสภาพเป็นหุ้น SATA ขณะที่ *20 ล้านดอลลาร์* เป็นเงินต้นจากเงินกู้ของบริษัทคอยน์เบสซึ่งชำระด้วยเงินสดทั้งหมด

จากการชำระเงินกู้คอยน์เบสดังกล่าว สไตรฟระบุว่าปัจจุบัน *บิตคอยน์ทั้งหมดที่บริษัทถือครองอยู่ได้รับการปลดข้อจำกัดทางกฎหมาย* และถือเป็นสินทรัพย์ที่บริษัทสามารถบริหารจัดการได้อย่างอิสระ โดยยังมีหนี้เหลืออีกเพียง *10 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 142 ล้านบาท)* ซึ่งคาดว่าจะชำระหมดภายใน *4 เดือน*

ในส่วนของสถานะคริปโต สไตรฟได้เพิ่มการถือครองบิตคอยน์อีก *333.9 BTC* โดยอยู่ที่ราคาประมาณ *89,851 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.28 ล้านบาท)* ต่อเหรียญ ส่งผลให้ยอดถือครองรวมของบริษัทพุ่งขึ้นแตะ *13,132 BTC* หรือคิดเป็นมูลค่าตลาดราว *1.17 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.66 หมื่นล้านบาท)* ทำให้บริษัทก้าวขึ้นสู่ *กลุ่ม 10 อันดับสูงสุดของโลกในแง่ของการถือครองบิตคอยน์ภาคองค์กร*

อย่างไรก็ตาม หุ้นบริษัทในชื่อ ASST ของสไตรฟ กลับปิดตลาดในวันที่ 24 ที่ *0.80 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,142 บาท)* ลดลง *2.23%* ซึ่งหากเทียบกับระดับสูงสุดที่เคยทำไว้ที่ *10.46 ดอลลาร์* ถือเป็นการตกลงถึง *92.4%* ซึ่งสะท้อนถึง *ความผันผวนสูงและความไม่แน่นอนของกลยุทธ์ทางการเงินที่ยึดบิตคอยน์เป็นแกนหลัก* ไม่เว้นแม้แต่นักลงทุนรายย่อยก็เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวนี้อย่างใกล้ชิด

แม้การถือครองบิตคอยน์จะกลายเป็นแนวทางเด่นในหมู่องค์กรตั้งแต่ต้นปี 2024 และคาดว่าจะต่อเนื่องถึงครึ่งแรกของปี 2025 แต่ *ความคงเส้นคงวา* ของกลยุทธ์นี้ยังถูกตั้งคำถาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อราคาหุ้นของบริษัทที่เน้นบิตคอยน์หลายแห่งร่วงลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2023

ข้อมูลล่าสุดเผยว่าขณะนี้มี *มากกว่า 190 บริษัทจดทะเบียนทั่วโลก* ที่ถือครองบิตคอยน์รวมกันกว่า *1.134 ล้าน BTC* หรือประมาณ *5.4% ของจำนวนบิตคอยน์ที่หมุนเวียนทั้งหมด* ในจำนวนนี้ *63%* เป็นของบริษัทที่มี *ไมเคิล เซย์เลอร์(Michael Saylor)* เป็นประธาน และยังคงเดินหน้าซื้อบิตคอยน์ต่อเนื่องแม้เผชิญสภาพตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย

"ความคิดเห็น" กลยุทธ์ของสไตรฟครั้งนี้ จึงนับเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญที่แสดงถึงความพยายามรักษาสมดุลระหว่าง ‘ความมั่นคงทางการเงิน’ และ ‘โอกาสจากบิตคอยน์’ ซึ่งอาจกลายเป็นโมเดลต้นแบบให้กับบริษัทอื่น ๆ ที่กำลังประเมินแนวทางนี้ในอนาคต

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1