ทำเนียบขาวเตรียมเปิดการหารือร่วมกับธนาคารรายใหญ่และบริษัทคริปโตฯ เพื่อแก้ไขประเด็นข้อถกเถียงเรื่องการจ่ายดอกเบี้ยและรางวัลจากเหรียญสเตเบิลคอยน์ที่ตรึงค่าเงินดอลลาร์ โดยคาดว่าเป็นจุดเปลี่ยนนโยบายสำคัญในขณะสภาสูงสหรัฐอยู่ระหว่างการเจรจาขั้นสุดท้ายของร่างกฎหมายทรัพย์สินดิจิทัล
เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) Reuters รายงานว่า ทำเนียบขาวจะจัดประชุมร่วมกับตัวแทนจากภาคธนาคารและอุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีในสัปดาห์หน้าเพื่อหารือทิศทางการออกกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินดิจิทัลของสหรัฐ โดยหัวข้อหลักคือการตีความร่างกฎหมาย ‘Clarity Act’ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายดอกเบี้ยหรือสิ่งตอบแทนอื่นๆ ให้แก่ผู้ถือเหรียญสเตเบิลคอยน์ที่ตรึงค่าเงินดอลลาร์
‘Clarity Act’ เป็นร่างกฎหมายที่เกิดจากการผลักดันของภาคอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อกำหนดกรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับรัฐบาลกลางอย่างชัดเจน ขณะนี้ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาแล้วและกำลังเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายก่อนการบังคับใช้
บริษัทคริปโตฯ มองว่าการให้ดอกเบี้ยหรือรางวัลกับผู้ถือสเตเบิลคอยน์เป็นกลยุทธ์สำคัญในการดึงและรักษาผู้ใช้งาน หากถูกห้ามจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็น ‘มาตรการที่ขัดต่อการแข่งขัน’ ขณะที่ฝั่งธนาคารโต้แย้งว่าการจ่ายดอกเบี้ยจากสเตเบิลคอยน์จะเร่งให้เงินฝากหลั่งไหลออกจากระบบและกระทบเสถียรภาพของระบบการเงินแบบดั้งเดิม
สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด(Standard Chartered) เตือนว่าสเตเบิลคอยน์อาจทำให้สหรัฐสูญเสียเงินฝากในระบบธนาคารสูงสุดถึง 5 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2028 หรือราว 715 ล้านล้านวอน ซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงทางการเงินของประเทศ
จุดเริ่มต้นของข้อถกเถียงครั้งนี้มาจากกรอบการกำกับดูแลสเตเบิลคอยน์ที่ประกาศใช้เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งแม้จะห้ามไม่ให้ผู้ออกเหรียญจ่ายดอกเบี้ยโดยตรง แต่ไม่ได้ระบุว่าจะให้ผู้ให้บริการบุคคลที่สาม เช่น แพลตฟอร์มซื้อขาย ให้รางวัลแก่ลูกค้าแทนได้หรือไม่ ความคลุมเครือนี้จึงกลายเป็นประเด็นขัดแย้งหลักของการเจรจา
ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐ(Fed) มีมติเมื่อวันพุธให้ ‘ตรึง’ อัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.5~3.75% โดยไม่มีการปรับขึ้นหรือลง แม้จะมีสมาชิกบางส่วนเสนอให้ลดลง 0.25% แต่ข้อเสนอดังกล่าวไม่ผ่านมติ
เฟดระบุในแถลงการณ์ว่า เศรษฐกิจกำลังขยายตัวอย่างเหมาะสม ตลาดแรงงานมีความมั่นคง แต่ ‘อัตราเงินเฟ้อ’ ยังคงอยู่เหนือเป้าหมายที่ 2% ส่งผลให้ธนาคารกลางจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินอย่าง ‘ระมัดระวัง’ ต่อไป
ราคาบิตคอยน์(BTC) แทบไม่ขยับรับข่าวการคงอัตราดอกเบี้ย โดยยังเคลื่อนไหวต่ำกว่า 90,000 ดอลลาร์ หรือราว 1.28 ล้านบาท และทรงตัวในกรอบ 80,000~95,000 ดอลลาร์ ตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
ตลาดคริปโตโดยรวมยังอยู่ในภาวะเย็นตัว ท่ามกลาง ‘ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์’ ที่เพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน และเวเนซุเอลา รวมถึงความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าและภาษี ดันให้กระแสการเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยกลับมานำ ตลาดทองคำและเงินทะยานสู่จุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่ 5,300 ดอลลาร์ และ 115 ดอลลาร์ ตามลำดับ ขณะที่ดัชนี S&P500 ทะลุ 7,000 จุด ทำสถิติสูงสุดใหม่
ทั้งนี้ การเจรจาระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชนเกี่ยวกับทรัพย์สินดิจิทัลภายใต้การนำของ ‘ทรัมป์’ คาดว่าจะเริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรมภายในต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ โดยนักวิเคราะห์มองว่า เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่จะสะท้อนทิศทางการยอมรับคริปโตในระดับนโยบายของสหรัฐในอนาคต ความเข้าใจระหว่างฝ่ายเทคโนโลยีกับภาคการเงินดั้งเดิมจะมีผลอย่างยิ่งต่อกรอบกำกับดูแลในระยะยาวต่อจากนี้
ความคิดเห็น 0