**บิตคอยน์ร่วงแตะระดับ 83,000 ดอลลาร์ ท่ามกลางแรงขายทั่วตลาดคริปโต**
ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเข้าสู่ภาวะขาลงอีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนในตลาดหุ้นทั่วโลก ส่งผลให้ ‘บิตคอยน์(BTC)’ และสกุลเงินดิจิทัลสำคัญอื่น ๆ ร่วงเป็นวงกว้าง โดยมูลค่ารวมของตลาดเฉียดแนวรับสำคัญที่ 2.9 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4,202 ล้านล้านวอน)
เมื่อวันที่ 30 (ตามเวลาท้องถิ่น) บิตคอยน์ปรับตัวลงกว่า 3% ภายในวันเดียว ลงมาอยู่ที่ประมาณ 83,200 ดอลลาร์ (ราว 1.2 ล้านบาท) และเคยร่วงต่ำสุดในวันถึง 81,300 ดอลลาร์ (ราว 1.17 ล้านบาท) ขณะที่ในรอบสัปดาห์ราคาตกลงรวม 6.5% ด้านอีเธอเรียม(ETH) ก็ร่วง 6% ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยมีราคาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 2,740 ดอลลาร์ (ราว 397,000 บาท)
เหรียญใหญ่อื่น ๆ ในกลุ่ม Top 10 โดยมูลค่าตลาด ต่างปรับตัวลดลงถ้วนหน้า โดยเฉพาะริปเปิล(XRP) และโซลานา(SOL) ที่ปรับตัวลงราว 7% และ 8% ตามลำดับ ซึ่งถือเป็นการปรับลงที่รุนแรงที่สุดในกลุ่ม ความเคลื่อนไหวของตลาดสะท้อนถึงแรงกดดันฝั่งขายอย่างชัดเจน โดยราคายังคงแกว่งอยู่ในกรอบแคบ
**แรงขายจากสถาบันและนักลงทุนระยะยาวยังคงกดดันราคา**
บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลอย่าง Glassnode รายงานว่า ‘นักลงทุนระยะยาว’ เริ่มทยอยขายเหรียญออกจากพอร์ตอย่างชัดเจน โดยในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา มีจำนวนบิตคอยน์ไหลเข้าสู่ตลาดเฉลี่ยวันละ 12,000 BTC หรือรวมมากกว่า 370,000 BTC ซึ่งถือเป็นแรงขายสะสมในเชิงโครงสร้างที่กดดันราคาอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ ‘นักขุดเหรียญ’ ก็ยังส่งเหรียญเข้าสู่ตลาดแลกเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้แรงกดดันจากฝั่งขายทวีความรุนแรงมากขึ้น ความรู้สึกของนักลงทุนที่ลดลงก็สะท้อนผ่าน ‘ดัชนีความกลัวและความโลภในตลาดคริปโต’ ซึ่งปรับเข้าสู่โซน ‘กลัวอย่างรุนแรง’ แสดงถึงความระมัดระวังของผู้เล่นในตลาด
**เหรียญ PI พุ่งสวนตลาด ขณะที่ HYPE ร่วงหลังขึ้นแรง**
ในบรรดาเหรียญ Top 100 โดยมูลค่าตลาด ‘พายเน็ตเวิร์ก(PI)’ เป็นเหรียญที่มีผลตอบแทนดีที่สุดในวันที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้น 6.3% สวนทางกับทิศทางของตลาด
ในขณะที่ ‘ไฮเปอร์ลิควิด(HYPE)’ ซึ่งเพิ่งพุ่งแรงในช่วงก่อนหน้า กลับร่วงลงกว่า 11% ในวันเดียว อย่างไรก็ตาม ในฐานะสถิติรายสัปดาห์ HYPE ยังถือว่าทำผลตอบแทนได้ดีโดยมีอัตราเพิ่มขึ้นกว่า 30%
ข้อมูลจาก CoinGlass ยังเผยว่า มูลค่าการชำระบัญชีในตลาดอนุพันธ์คริปโตพุ่งขึ้นสูง โดยในช่วง 24 ชั่วโมงล่าสุดมีมูลค่ารวมกันถึง 1.8 พันล้านดอลลาร์ (ราว 2.6 ล้านล้านวอน) โดยในจำนวนนี้ 1.68 พันล้านดอลลาร์มาจาก ‘ฝั่ง Long’ ได้แก่ บิตคอยน์ที่ถูกชำระมูลค่า 792.8 ล้านดอลลาร์ และอีเธอเรียมที่ 424.8 ล้านดอลลาร์
**เงินทุนไหลออกจากกองทุน ETF ฝั่งสปอต ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง**
ทิศทางของนักลงทุนสถาบันเริ่มเปลี่ยนไป โดยข้อมูลจาก SoSoValue ระบุว่า ณ วันที่ 29 มกราคม กองทุน ETF แบบสปอตที่ลงทุนในอีเธอเรียมมีเงินทุนไหลออกสุทธิ 155.6 ล้านดอลลาร์ ขณะที่กองทุนที่ลงทุนในบิตคอยน์ไหลออกมากถึง 817.9 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินภายใต้การจัดการของทั้งสองกองทุนลดลงเหลือ 16.7 พันล้านดอลลาร์ และ 107.6 พันล้านดอลลาร์ ตามลำดับ
ในวันเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศเสนอชื่อ ‘เควิน วอช’ (Kevin Warsh) ขึ้นเป็นประธานธนาคารกลางคนใหม่ แทนที่ความคาดหวังเดิมที่ว่า ‘พาวเวล’ จะได้รับการต่ออายุอีกสมัย
พอล ฮาเวิร์ด ผู้อำนวยการจากบริษัทวินเซนท์ กล่าวว่าการเสนอชื่อนี้แม้จะดูดีเชิงสัญญาณนโยบายในระยะยาว แต่ในทันทีอาจกลายเป็นปัจจัยเร่งให้ *สินทรัพย์เสี่ยงถูกเทขาย* เขากล่าวเพิ่มเติมว่า “ในระยะยาวอาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนทิศทางนโยบาย ซึ่งจะให้ *แรงเสริมต่อทิศทางที่เอื้อต่อคริปโต* ได้ในอนาคต”
**นักวิเคราะห์ชี้ ตลาดยังอยู่แค่ช่วงพักฐาน ไม่ใช่ฤดูหมีถาวร**
ปัจจัยมหภาคอย่างผลประกอบการอ่อนแอของบริษัทเทคโนโลยี และราคาทอง-เงินที่พุ่งสูง กำลังส่งแรงสะเทือนต่อสินทรัพย์ทั่วโลก และตลาดคริปโตก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน
แต่อย่างไรก็ตาม ความเห็นจากนักวิเคราะห์บางส่วนชี้ว่า การปรับฐานในตอนนี้ไม่ได้บ่งชี้ถึงเทรนด์ขาลงถาวร แต่เป็นสัญญาณของการ *ขายเกินเหตุในระยะสั้น* มากกว่า ทั้งนี้ ผู้ลงทุนควรจับตา ‘ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค’ และ ‘กระแสเงินทุนสถาบัน’ มากกว่าการพยายามจับจังหวะซื้อขายในช่วงที่ตลาดยังมีความผันผวนสูงต่อไป.
ความคิดเห็น 0