แม้ตลาดคริปโตฯ จะสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นตลอดทศวรรษที่ผ่านมา แต่ผลสำรวจล่าสุดจาก เจพีมอร์แกน พราวเวตแบงก์ รายงานว่า *89% ของสำนักงานบริหารสินทรัพย์ครอบครัว* (Family Office) ทั่วโลกยังคงไม่เข้าลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ด้านผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าสาเหตุหลักไม่ใช่เพียงความผันผวนของราคา แต่เป็นเพราะ ‘โครงสร้างตลาด’ ที่ยังไม่ตอบโจทย์การบริหารเงินทุนระดับสถาบัน โดยเฉพาะปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย และความซับซ้อนในการดำเนินการ
รายงาน ‘Global Family Office Report’ ล่าสุดของ เจพีมอร์แกน ระบุว่า *ปัจจัยหลักที่ทำให้สถาบันไม่เข้าร่วมตลาดคริปโตฯ* ได้แก่ ‘ความยุ่งยากในการดำเนินการ’ และ ‘ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย’ ต่างจากนักลงทุนรายย่อยที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูงกว่าและยอมปรับตัวกับโครงสร้างตลาดที่ยังไม่เสถียร ครอบครัวนักลงทุนรายใหญ่กลับมองว่าระบบที่แยกส่วนระหว่างบล็อกเชน เช่น บิตคอยน์(BTC), อีเธอเรียม(ETH), และโซลานา(SOL) ทำให้การปรับใช้ในระดับทุนขนาดใหญ่เป็นไปได้ยาก ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า *นักลงทุนไม่ได้รอราคาฟื้นตัว แต่รอการพัฒนาโครงสร้างเทคโนโลยีที่เหมาะสม* เสียมากกว่า
ในขณะที่ปรากฏการณ์ ‘สภาพคล่องแยกส่วน’ (Fragmented Liquidity) ทำให้เงินทุนมหาศาลถูกจำกัดด้วยข้อจำกัดทางเทคโนโลยี รายนักลงทุนรายย่อยพยายามใช้โซลูชันต่าง ๆ อย่างบริดจ์ (Bridge) เพื่อโอนสินทรัพย์ข้ามเชน แต่สำหรับ Family Office ที่ยึดความปลอดภัยเป็นหลัก การใช้งาน *สินทรัพย์จำลอง(wrapped assets)* กลับเป็นจุดเสี่ยงสำคัญที่พวกเขารับไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อเหรียญจำลองเหล่านี้เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของแฮกเกอร์ในโลกดีไฟ (DeFi)
*ความคิดเห็น:* การที่ 89% ของ Family Office ยังไม่เข้าร่วมตลาดคริปโตฯ สะท้อนถึงปัญหาในระดับโครงสร้างมากกว่าการมองตลาดในเชิงลบ ทั้งนี้ สิ่งที่พวกเขาต้องการอาจไม่ใช่อัตราการเติบโตที่สูงเพียงอย่างเดียว แต่คือ *ความสามารถในการลงมือได้จริง* ซึ่งยังคงเป็นคำถามใหญ่ของตลาดในตอนนี้
สิ่งที่เริ่มได้รับความสนใจในแวดวงโครงสร้างพื้นฐานของคริปโตฯ คือตัวเลือกใหม่อย่าง *ริกวิดเชน (LiquidChain)* ซึ่งถูกยกให้เป็น *เลเยอร์ 3 แบบใช้งานจริง* ที่มุ่งแก้ปัญหาเรื่องความไม่เชื่อมโยงระหว่างบล็อกเชน โดยริกวิดเชนมีความสามารถในการ *รวมสภาพคล่องของเชนใหญ่หลายเชนเข้าด้วยกัน* ภายใต้สภาพแวดล้อมการทำงานแบบเดียว (unified execution environment) ซึ่งที่ผ่านมา ไม่เคยมีโครงการระดับอินฟราสตรักเจอร์ใดทำได้อย่างสมบูรณ์
จุดเด่นที่สุดของริกวิดเชนคือ *สถาปัตยกรรมแบบ Deploy-Once* ซึ่งช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอปพลิเคชันที่ทำงานพร้อมกันบนเชนต่าง ๆ เช่น บิตคอยน์, อีเธอเรียม และโซลานา ด้วยการเขียนโค้ดเพียงครั้งเดียว ขณะเดียวกันผู้ใช้งานก็ได้รับประสบการณ์ที่ราบรื่นกว่า เพราะสามารถเคลื่อนย้ายและจัดการสินทรัพย์ได้ในขั้นตอนเดียว โดยไม่มีความจำเป็นต้องผ่านการแปลงเป็นเหรียญจำลองหรือขั้นตอนบริดจ์ที่ยุ่งยาก
ริกวิดเชนกำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเพราะ *ไม่ใช่แค่โซลูชันเชิงเทคนิค* แต่เป็นเครื่องมือที่ออกแบบเพื่อเจาะกลุ่มสถาบันโดยเฉพาะ โดยให้ความสำคัญกับ *ความน่าเชื่อถือ, ความปลอดภัย,* และ *การชำระเงินที่สามารถตรวจสอบได้ (auditable transactions)* ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ Family Office ต้องการและอาจเปิดประตูให้นักลงทุนกลุ่มนี้เข้าสู่ตลาดคริปโตฯ ได้ในอนาคต
*ความคิดเห็น:* หากคริปโตฯ ยุคใหม่นี้มีแนวโน้มจะพลิกกลับเข้าสู่ช่วงขาขึ้น ปัจจัยผลักดันอาจไม่ใช่เงินใหม่จากนักลงทุนรายย่อย แต่เป็น *การผสานสินทรัพย์เดิมให้เกิดประสิทธิภาพใหม่* มากกว่า และริกวิดเชนในฐานะก้าวต่อไปของโครงสร้างแบบเลเยอร์ อาจเป็นตัวเร่งให้ทุนสถาบันที่รออยู่ข้างสนามตัดสินใจก้าวเข้ามาในที่สุด
ความคิดเห็น 0