ในปี 2014 ขณะที่ราคาบิตคอยน์(BTC)ยังไม่ถึงระดับ 1,000 ดอลลาร์ หรือราว 1.45 ล้านบาท เจฟฟรีย์ เอปสตีนตกเป็นข่าวเมื่อมีรายงานจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐว่าเขาได้ลงทุนในบริษัทคริปโตชั้นนำอย่างคอยน์เบส(COIN) เป็นเงินกว่า 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 46.3 ล้านบาท โดยในปี 2018 มีข้อมูลว่าเขาได้ขายหุ้นบางส่วน และทำกำไรได้เกือบ 15 ล้านดอลลาร์ (หรือประมาณ 217 ล้านบาท) ยืนยันถึงศักยภาพของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของคริปโตในช่วงเริ่มต้น
ในช่วงที่เอปสตีนลงทุน คอยน์เบสยังเป็นสตาร์ทอัปที่เน้นสร้าง *‘ออนแรมป์’* เพื่อเชื่อมเงินสดเข้ากับคริปโต ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการผลักดันการยอมรับสกุลเงินดิจิทัล แม้ในปัจจุบันโครงสร้างพื้นฐานอย่างตลาดซื้อขายแบบรวมศูนย์(CEX) จะช่วยให้คนทั่วไปเข้าถึงคริปโตได้ง่ายขึ้น แต่ปัญหาในยุคนี้ได้ย้ายจากเรื่อง ‘วิธีการซื้อ’ ไปสู่ ‘วิธีการใช้งาน’
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงนี้ *“ลิควิดเชน”* (LIQUID) เริ่มได้รับความสนใจในฐานะโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่มุ่งแก้ไขข้อจำกัดของการทำงานข้ามเชน โดยสถาปัตยกรรมของบล็อกเชนในปัจจุบันอย่างบิตคอยน์, อีเธอเรียม(ETH), หรือโซลานา(SOL) ยังคงทำงานแยกจากกัน ทำให้การเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ข้ามเชนต้องพึ่งพา “บริดจ์” ซึ่งเสี่ยงและไม่มีมาตรฐานในความปลอดภัย
ลิควิดเชนเสนอแนวทางใหม่ผ่านโครงสร้างแบบ Layer 3 โดยไม่ใช้บริดจ์ธรรมดา แต่สร้างสภาพแวดล้อมเดียวที่รองรับหลายเชนแบบพร้อมกัน ทำให้สามารถบรรลุ ‘*ความเข้ากันได้แบบอะตอมมิก* (atomic composability)’ นั่นหมายความว่าผู้ใช้งานสามารถใช้สินทรัพย์จากเชนต่าง ๆ ได้ในอินเทอร์เฟซเดียว โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนซับซ้อน
หนึ่งในจุดแข็งของลิควิดเชนอยู่ที่ระบบ *Deploy-Once* ซึ่งช่วยให้เหล่านักพัฒนาสามารถเขียนสมาร์ตคอนแทร็กต์เพียงครั้งเดียว แล้วใช้งานกับหลายเชนพร้อมกัน ไม่ต้องพัฒนาแยกตามแพลตฟอร์ม เช่น EVM, SVM หรือ Bitcoin Script ความสะดวกนี้ถือเป็นอีกก้าวของวิวัฒนาการโครงสร้างพื้นฐาน
นักวิเคราะห์มองว่าผู้ที่สามารถแก้ปัญหาระดับโครงสร้างพื้นฐานได้จะเป็นผู้เล่นที่สร้างผลตอบแทนสูงสุด เหมือนที่คอยน์เบสเคยทำไว้ในปี 2014 ขณะนี้ตลาดมองหาทางออกด้าน *การเชื่อมโยงข้ามเชนแบบปลอดภัย* และ *ระบบชำระบัญชีที่เชื่อถือได้* ซึ่งลิควิดเชนก็กำลังดำเนินตามแนวทางนี้
โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวได้เลือกใช้งานเครื่องเสมือนแบบ *Cross-Chain Virtual Machine* เพื่อแก้จุดอ่อนที่พบได้ทั่วไปในบริดจ์ ซึ่งมักฝากความปลอดภัยไว้กับบุคคลที่สาม ขณะที่ลิควิดเชนพัฒนาโครงสร้างที่ตรวจสอบได้ทางคริปโตและสามารถดึงดูดนักลงทุนสถาบันด้วยมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงขึ้น
โทเคนประจำเครือข่าย LIQUID จะใช้สำหรับค่าธรรมเนียมในการสเตกกิ้งและการทำธุรกรรม ซึ่งโครงสร้างค่าธรรมเนียมถูกออกแบบให้สามารถสะสมรายได้อย่างเป็นธรรมชาติจากปริมาณการใช้งานในเครือข่าย เช่น เมื่อมีการซื้อขายสูงในตลาดบิตคอยน์ หรือเหรียญมีมในโซลานา ระบบของลิควิดเชนก็จะได้รับส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมจากทั้งสองฝั่ง ความเป็นกลางนี้ทำให้ LIQUID เป็นตัวแทนของ *‘ดัชนีสะท้อนตลาดคริปโตแบบรวม’* ในทางหนึ่ง
การลงทุนเริ่มต้นของเอปสตีนในคอยน์เบสเป็นหลักฐานว่าการวางเดิมพันถูกทางกับโครงสร้างพื้นฐานในช่วงต้นสามารถให้ผลกำไรที่ทวีคูณ แต่ตลาดคริปโตวันนี้เปลี่ยนไปอย่างมาก มีระบบที่ซับซ้อนต่างจากยุคสตาร์ทอัปแรกเริ่ม ความน่าเชื่อถือ การชำระราคาที่ปลอดภัย และการเชื่อมต่อข้ามเชน อยู่ในลิสต์ของความท้าทายที่ต้องการคำตอบ
ลิควิดเชนกำลังอยู่ในขั้นตอนเปิดขายโทเคนล่วงหน้า และได้รับความสนใจจากทั้งนักลงทุนรายย่อยและสถาบัน ตลาดบางส่วนเชื่อว่า Layer 3 อาจกลายเป็นเวทีใหม่ที่สร้างผลตอบแทนแซงหน้า CEX ในอดีต
“โครงสร้าง Layer 3 อย่างลิควิดเชนคือก้าวถัดไปของระบบโครงสร้าง เนื่องจากมันเข้ามาแก้ไขปัญหา ‘การใช้งาน’ มากกว่าการ ‘เพียงแค่เชื่อมต่อ’” ผู้เชี่ยวชาญระบุ พร้อมเสริมว่า หากลิควิดเชนทำได้สำเร็จ อาจเป็นได้แม้กระทั่ง ‘คอยน์เบสในเวอร์ชันใหม่ที่ครบวงจรยิ่งกว่าเดิม’
คำถามที่แท้จริงในตลาดตอนนี้ไม่ใช่เพียงแค่ “จะซื้อเหรียญอะไร” แต่คือ “จุดต่อไปของโครงสร้างคริปโตควรคลี่คลายที่ใด” และลิควิดเชนอาจเป็นคำตอบของคำถามนั้น.
ความคิดเห็น 0