วงการ DeFi ต้องเร่งพัฒนาประสิทธิภาพเพื่อแข่งขันกับ TradFi ในระยะยาว
บล็อกเชนและการเงินแบบกระจายศูนย์ หรือ *DeFi* ต้องก้าวข้ามขีดจำกัดด้านประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ เพื่อให้สามารถเป็น ‘ทางเลือกจริง’ แทนระบบการเงินแบบดั้งเดิม (*TradFi*) ได้ในระยะยาว นี่คือมุมมองจาก วลาดิเมียร์ โนวาโคฟสกี(Vladimir Novakovski) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Lighter ที่เน้นย้ำว่า “*การแก้ปัญหา* ที่แท้จริงสำคัญกว่าการสร้างนวัตกรรมแบบฉาบฉวย”
โนวาโคฟสกีเคยทำงานเป็นหัวหน้าทีมด้านแมชชีนเลิร์นนิงของ Quora และเคยมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแพลตฟอร์ม Lunchclub มาเป็น Lighter ซึ่งเป็นเทรดดิ้งแพลตฟอร์มสำหรับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบไร้วันหมดอายุบนอีเธอเรียม(ETH) เลเยอร์2 โดยเพิ่งเปิดตัวโทเคน LIT ร่วมกับพันธมิตรอย่าง Robinhood เมื่อปลายปีที่ผ่านมา
เขาระบุว่า DeFi ต้องไม่พึ่งพาเพียงแค่ภาพลักษณ์ของ “เทคโนโลยีใหม่” แต่ควรมีความสามารถในการจัดการกับ ‘ความเร็วในการทำธุรกรรม’, ‘อัตราค่าธรรมเนียม’ และ ‘ประสิทธิภาพของกลไกจับคู่คำสั่งซื้อขาย’ ได้เทียบเท่าหรือดีกว่า TradFi เพื่อให้ผู้ใช้งานกล้าย้ายมาใช้จริง
*การเงินแบบรวมศูนย์ยังคงเหนือกว่า DeFi อย่างมากในแง่ของปริมาณการใช้งาน* โดยในปี 2022 มีถึง 99% ของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ดำเนินการผ่านระบบศูนย์กลาง (CeFi) โนวาโคฟสกีมองว่าสิ่งนี้สะท้อนถึงข้อจำกัดของบล็อกเชนในปัจจุบัน แต่ก็กล่าวเสริมว่า *โครงสร้างที่สามารถตรวจสอบได้บนเชน* อาจเปิดทางให้โครงสร้างที่ประสิทธิภาพดีกว่า TradFi ได้ในอนาคต
เขายังชี้อีกว่า *“สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบไร้วันหมดอายุ (Perpetual Contracts)”* เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพด้าน ‘เลเวอเรจ’ และ ‘การใช้ทุน’ จึงควรเป็นหนึ่งในจุดที่ตลาด DeFi ต้องเร่งพัฒนาให้ทัน
แต่ความท้าทายเดิมยังคงอยู่ โดยเฉพาะในด้านจำนวนผู้ใช้ที่เข้าสู่ตลาด DeFi โดย โนวาโคฟสกี เล่าว่า “ส่วนใหญ่ของเทรดเดอร์ยังไม่รู้สึกว่า DEX ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดจริงได้”
ในมุมของอนาคต โนวาโคฟสกีคาดการณ์ว่า *การแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์และกระจายศูนย์จะยิ่งรุนแรงขึ้น* โดยเฉพาะเมื่อสถาบันการเงินเริ่มสนใจเข้ามา แต่จะเกิดขึ้นได้จริงเมื่อโครงสร้างเทคโนโลยีและกฎระเบียบสามารถ ‘ปรับแนว’ ให้รองรับได้ทั้งสองด้าน
เขาชี้ว่า *อีเธอเรียมเลเยอร์2* จะเป็นตัวกลางสำคัญเพื่อดึงดูดทั้งสถาบันและนักลงทุนรายย่อย เพราะมีโครงสร้างที่สามารถเชื่อมต่อกับโปรโตคอล DeFi ที่มีอยู่เดิม พร้อมทั้งยังรักษาความปลอดภัยและการเข้าถึงไว้ Lighter เองสามารถรองรับคำสั่งซื้อขายได้หลายร้อยล้านคำสั่งต่อวินาที โดยมีต้นทุนการดำเนินงานต่ำกว่า 5 หมื่นดอลลาร์สหรัฐต่อวัน หรือราว 7.2 ล้านบาท *เทคโนโลยีการแมตช์คำสั่งแบบตรวจสอบได้* ยังเป็นหัวใจของความโปร่งใสและประสิทธิภาพ ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนในระยะยาวต่ำกว่า CeFi
อย่างไรก็ตาม กระบวนการ Know-Your-Customer (KYC) และการตรวจสอบฝั่งคู่ค้าที่ยังไม่สมบูรณ์ยังคงเป็น ‘อุปสรรคสำคัญ’ สำหรับการเข้าร่วมของนักลงทุนสถาบัน เขาย้ำว่า “องค์กรเหล่านี้ต้องมีความมั่นใจในความน่าเชื่อถือของคู่ค้าก่อนถึงจะกล้าเข้าร่วมจริง”
โนวาโคฟสกียังเชื่อว่า *ตลาดทุนทั้งหมดจะขยับเข้าสู่โลก On-chain ในที่สุด* โดยตอนนี้เริ่มมีโครงสร้างอย่างกองทุนเฮดจ์ฟันด์หรือหุ้นที่อยู่ในรูปแบบโทเคนเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งจะทำให้เส้นแบ่งระหว่าง TradFi กับโลกคริปโตเริ่มลางเลือนมากขึ้น
เขามองว่า *อีเธอเรียม* ในเชิงโครงสร้างคล้ายกับบริษัทสตาร์ตอัปในระยะเติบโตมากกว่าจะเป็นองค์กรที่อยู่ตัวแล้ว และเสริมว่าการเติบโตของ DeFi ต้องพิจารณาทั้ง ‘รายได้’, ‘การขยายฐานผู้ใช้’ และ ‘จุดเชื่อมโยงกับตลาด’ ควบคู่กัน
ท้ายที่สุด โนวาโคฟสกีปิดท้ายว่า *DeFi ที่เติบโตได้จริง ต้องชี้วัดด้วย “คุณค่าที่แท้จริง”* เขากล่าวว่า “การแก้ปัญหาหลักด้านโครงสร้างก่อนจะเปิดทางให้กับโอกาสในการเติบโตอย่างมหาศาล” พร้อมย้ำว่า “*นวัตกรรมที่แท้จริงคือการแก้ปัญหา ไม่ใช่การแต่งเติมด้วยเทคโนโลยี*”
ความคิดเห็น 0