บริษัทลงทุนด้านคริปโตระดับโลกอย่างเมกซีเวนเจอร์ส(MEXC Ventures) เปิดเผยผ่านรายงานล่าสุดว่า ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่ขับเคลื่อนโดยนักลงทุนรายย่อยและพฤติกรรมเก็งกำไร สู่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศทางการเงินในกรอบของสถาบันมากขึ้น ซึ่งการไหลเข้าของทุนจากนักลงทุนสถาบันไม่เพียงแค่มุ่งเน้นการลงทุนในสินทรัพย์เท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่การใช้งานอนุพันธ์และการผสานโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ขับเคลื่อนด้วยบล็อกเชนอีกด้วย
ในระยะแรก ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลถูกมองว่าเป็นพื้นที่ของนักเก็งกำไรรายย่อยเท่านั้น เพราะความผันผวนสูงและขาดเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังมานี้ ผู้เล่นหลักในวงการอย่างบริษัทจัดการสินทรัพย์ กองทุนเฮดจ์ฟันด์ ธนาคารขนาดใหญ่ และบริษัทฟินเทคต่างเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยเมกซีเวนเจอร์สเน้นว่า ปัจจัยสำคัญคือการใช้เครื่องมือภายใต้กรอบกำกับดูแล เช่น การลงทุนผ่านกองทุน ETF แบบสินทรัพย์จริง บริการรับฝากสินทรัพย์แบบสถาบัน และผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีโครงสร้างซับซ้อน ซึ่งช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดคริปโต และขับเคลื่อนการพัฒนาในด้านการบริหารความเสี่ยงและกฎเกณฑ์ดำเนินการ
การไหลเข้าของทุนสถาบันในตลาดคริปโตมาจากแรงผลักดันหลัก 3 ประการ ได้แก่ หนึ่ง การเพิ่มความชัดเจนด้านกฎระเบียบจากแต่ละประเทศ ช่วยให้เกิดการอนุมัติ ETF และพัฒนาเทคโนโลยีสำนักรับฝากหลักทรัพย์จนสามารถเอื้อให้เงินทุนรายใหญ่เข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น สอง บิตคอยน์(BTC) ได้รับการยอมรับบนฐานะ ‘ทองคำดิจิทัล’ มากขึ้น และถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มสินทรัพย์ระยะยาวระดับมหภาค และสาม ตลาดอนุพันธ์อย่างฟิวเจอร์สและออปชันเปิดโอกาสให้สถาบันสามารถบริหารความเสี่ยงและวางกลยุทธ์เพิ่มผลตอบแทนได้หลากหลายและยืดหยุ่นขึ้น
การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลต่อโครงสร้างตลาดอย่างชัดเจน โดยรายงานของเมกซีเวนเจอร์สชี้ว่า ปริมาณการซื้อขายที่นำโดยสถาบันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกลไกราคากลาง ลดภาวะสลิปเพจ และช่วยบรรเทาการกระจายตัวของตลาด และเมื่อระบบซื้อขายมีการตอบสนองต่อข้อมูลมหภาคและโมเดลความเสี่ยงขั้นสูงมากขึ้น ความผันผวนของราคาคริปโตก็เริ่มมีแนวโน้มที่เป็นระบบมากขึ้น ไม่ใช่แค่ความผันผวนเชิงอารมณ์แบบในอดีต
นอกจากนี้ สถาบันเหล่านี้ยังขยายมุมมองการลงทุนไปไกลกว่าบิตคอยน์และอีเธอเรียม(ETH) สู่สินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจริง (Real World Assets – RWA) เช่น พันธบัตรและกองทุนที่ถูกทำเป็นโทเคน, รวมถึงสเตเบิลคอยน์ และโครงการที่ใช้สัญญาอัจฉริยะ ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังปูทางไปสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินยุคใหม่บนฐานเทคโนโลยีบล็อกเชนอย่างเต็มรูปแบบ การเร่งตัวของตลาด RWA ที่ได้แรงหนุนจากความพยายามในการโทเคนไนซ์สินทรัพย์แบบดั้งเดิมจึงอาจเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ
ขณะที่ตลาดพัฒนาสู่ความเป็นสถาบันมากขึ้น นักลงทุนรายย่อยเองก็ได้รับผลกระทบด้วย โดยเฉพาะเมื่อแนวโน้มของตลาดผูกโยงกับปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคและระดับสภาพคล่องมากขึ้น ทำให้ต้องมีการจัดการความเสี่ยงอย่างมีระบบ พร้อมกับใช้ประโยชน์จากสภาพคล่องในตลาดที่มากขึ้นจากฝั่งสถาบัน อีกทั้ง ตลาดยังต้องการแพลตฟอร์มที่โปร่งใส และเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลที่แม่นยำยิ่งขึ้นเพื่อช่วยในการตัดสินใจ
อย่างไรก็ตาม แม้การสถาบันของตลาดคริปโตจะเป็นสัญญาณบวกในแง่โครงสร้าง แต่ในระหว่างการเปลี่ยนผ่านนี้ยังคงมีความเสี่ยงแฝงอยู่ เมกซีเวนเจอร์สเตือนว่า การกระจุกตัวของสภาพคล่องในสินทรัพย์ไม่กี่ประเภท ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับตลาดหุ้นหรือการเงินดั้งเดิม และความผันผวนที่ตามมาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและกฎระเบียบ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ นักลงทุนรายย่อยจึงจำเป็นต้องมีความสามารถในการกลั่นกรองข้อมูลและรับมือกับความซับซ้อนในเชิงกลยุทธ์ให้มากขึ้น
เมกซีเวนเจอร์สมองว่า การเปลี่ยนผ่านของตลาดคริปโตสู่ ‘ความเป็นสถาบัน’ นั้นไม่ใช่เพียงแค่กระแสระยะสั้น แต่เป็นการปรับเปลี่ยนทางโครงสร้างของทั้งระบบการเงิน โดยถือเป็นการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ที่การเคลื่อนไหวของทุนและมูลค่าสินทรัพย์ดำเนินอยู่ภายใต้กรอบกติกาที่เป็นระบบมากขึ้น พร้อมย้ำว่า นักลงทุนควรให้ความสนใจกับปัจจัยมหภาคและโครงสร้างตลาดที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างใกล้ชิด
ความคิดเห็น 0