ไบแนนซ์เดินหน้าความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญอีกครั้งด้วยการแปลงเงินทุนใน ‘กองทุน SAFU’ เป็นบิตคอยน์(BTC) มูลค่ากว่า 1.45 พันล้านบาท ซึ่งนับเป็นรอบที่สองจากแผนการโอนสินทรัพย์จำนวนรวม 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.45 แสนล้านบาท ภายใน 30 วัน
เมื่อวันที่ 4 ไบแนนซ์เปิดเผยผ่านบัญชี X อย่างเป็นทางการว่า ได้ทำการแปลง *สเตเบิลคอยน์* มูลค่าประมาณ 100 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1,456 ล้านบาท เป็น *บิตคอยน์(BTC)* โดยครั้งนี้เป็นการดำเนินการเปลี่ยนสินทรัพย์รอบที่สอง พร้อมเปิดเผยหมายเลขกระเป๋าเก็บเหรียญและรหัสรายการธุรกรรมเพื่อเน้นความโปร่งใส
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ไบแนนซ์ได้ดำเนินการโอนรอบแรกไปแล้วเป็นจำนวน 1,315 BTC หรือราว 100 ล้านดอลลาร์ ขณะที่แนวทางการแปลงสินทรัพย์ทั้งหมดนั้นเริ่มต้นตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม โดยตั้งเป้าดำเนินให้ครบภายใน 30 วัน
กองทุน SAFU (Secure Asset Fund for Users) จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2018 เพื่อใช้รับมือกับกรณีฉุกเฉิน และได้รับการระดมทุนจากค่าธรรมเนียมการซื้อขายบางส่วน โดยมีโครงสร้างปรับสมดุลอัตโนมัติ (Auto Rebalancing) เพื่อรักษามูลค่าให้อยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 800 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.16 หมื่นล้านบาท
การเปลี่ยนสินทรัพย์ไปสู่ *บิตคอยน์(BTC)* ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของไบแนนซ์ เพื่อหนุนเสริม *การรักษามูลค่าในระยะยาว* และ *เสริมสภาพคล่อง* ของกองทุน พร้อมกันนั้นยังตั้งเป้ามีโครงสร้างที่พึ่งพา *สเตเบิลคอยน์* น้อยลง อันเป็นการลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบในอนาคต
*ความคิดเห็น*: การดำเนินการเปลี่ยนมาใช้บิตคอยน์นี้ ตอกย้ำว่าไบแนนซ์มีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับความมั่นใจของผู้ใช้งานและเสริมเสถียรภาพระบบนิเวศคริปโตในระยะยาว
ไบแนนซ์กล่าวเพิ่มเติมว่า จะยังคงเปิดเผยที่อยู่กระเป๋าเก็บเหรียญของกองทุน SAFU รวมถึงข้อมูลธุรกรรมทั้งหมดเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถติดตามได้ตลอดเวลา พร้อมย้ำเจตนารมณ์ว่า “จะบริหารกองทุนให้มั่นคงและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นในทุกขั้นตอน”
กระบวนการเปลี่ยนสินทรัพย์ไปเป็นบิตคอยน์ที่กำลังดำเนินอยู่ อาจส่งผลต่ออุปสงค์ในตลาดช่วงสั้นๆ ได้ โดยจากมูลค่าทั้งหมด 1 หมื่นล้านดอลลาร์นั้น ปัจจุบันมีการแปลงไปแล้ว 2 รอบ รวมเป็นมูลค่ารวม 200 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2.9 พันล้านบาท ซึ่งความเร็วในการแปลงส่วนที่เหลือ จะเป็นปัจจัยที่ควรจับตามองในอนาคตอันใกล้นี้
ความคิดเห็น 0