ยุค ‘ทองคำดิจิทัล’ ของบิตคอยน์(BTC) อาจใกล้ถึงจุดเปลี่ยน เมื่อผู้ใช้งานเริ่มมองหาการใช้งานจริงมากกว่าการถือครองเพียงอย่างเดียว และหนึ่งในโปรเจกต์ที่กำลังได้รับความสนใจคือ Hyperliquid ซึ่งเป็นโปรเจกต์แบบเลเยอร์ 2 ที่นำเสนอแนวทางใหม่ในการทำให้บิตคอยน์มีความ ‘คล่องตัวสูง’ หรือ *Hyperliquidity* มากขึ้น
แนวโน้มของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนจากการเป็นเพียงกระเป๋าเก็บสินทรัพย์ มาเป็นระบบที่สามารถใช้งานในการเงินแบบกระจายศูนย์(DeFi), เกม และการชำระเงินแบบเรียลไทม์ โดยยังคง ‘ความปลอดภัยของบิตคอยน์’ เอาไว้ ซึ่งเป็นจุดเด่นของ Hyperliquid ที่นำเสนอนวัตกรรมดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตามข้อมูลจาก Etherscan เมื่อไม่นานมานี้ Hyperliquid สามารถระดมทุนจากการขายล่วงหน้า(pre-sale) ได้ถึงราว 3,120,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 457 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงแต่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนรายย่อย แต่ยังมี "วาฬคริปโต" อย่างน้อย 3 รายที่ลงทุนมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ในโครงการดังกล่าว นับเป็นสัญญาณว่าโครงสร้างพื้นฐาน-ที่มุ่งตอบโจทย์ระดับองค์กร กำลังได้รับแรงส่งอย่างชัดเจน
Hyperliquid ยังออกแบบโทเคนให้มีรูปแบบการกระจายที่เน้น "การให้รางวัลแบบทันที" ผ่านระบบสเตกกิ้ง(staking) พร้อมกำหนดระยะเวลาการลงทุนขั้นต่ำเพียง 7 วันหลังจากการเปิดตัวโทเคน(token generation event) ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามในการสร้าง *สภาพคล่อง* โดยไม่สร้างแรงกดดันต่อราคาในระยะสั้น ปัจจุบันราคาโทเคนอยู่ที่ประมาณ 0.0137 ดอลลาร์ ทำให้มีศักยภาพดึงดูดนักลงทุนที่มองหาโอกาสผลตอบแทนในระยะเริ่มต้น
สิ่งที่ทำให้ Hyperliquid แตกต่างและโดดเด่น คือการผสาน ‘เครื่องมือประมวลผลของ โซลานา(SOL) หรือ Solana Virtual Machine (SVM)’ เข้ากับระบบของบิตคอยน์โดยตรง ซึ่งช่วยให้สามารถประมวลผลธุรกรรมได้เร็วขึ้น จากที่บิตคอยน์รองรับเพียง 7 ธุรกรรมต่อวินาที พร้อมเวลายืนยันบล็อกทุก 10 นาที เทคโนโลยีของ Hyperliquid ช่วยให้สามารถทำ DeFi และเกมที่ต้องการความรวดเร็วได้อย่างเต็มรูปแบบ
ด้วยรูปแบบโครงสร้างแบบโมดูลาร์ที่แยกกระบวนการ ‘ยืนยันความปลอดภัย’ ไว้ที่เลเยอร์ล่างของบิตคอยน์ ขณะที่เลเยอร์บนดำเนินการธุรกรรมอย่างรวดเร็ว Hyperliquid ยังสนับสนุนภาษาการเขียนโปรแกรม Rust ซึ่งนักพัฒนาสามารถสร้างสมาร์ตคอนแทรกต์ได้ทันที และรองรับการเรียกใช้ API ได้อย่างราบรื่น ทำให้ผู้พัฒนาบนโซลานาสามารถขยายผลงานของตัวเองเข้าสู่บิตคอยน์ได้โดยตรง
อีกหนึ่งจุดแข็งคือการใช้ระบบสะพานเชื่อมแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Canonical Bridge) ที่ช่วยให้สามารถโอนสินทรัพย์ข้ามเครือข่ายได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องพึ่งพาสถาบันดูแลสินทรัพย์แบบรวมศูนย์ ปัญหา ‘ความปลอดภัยของระบบ Cross-chain’ ที่เคยเป็นอุปสรรคสำคัญ จึงถูกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดนักลงทุนรายใหญ่
เมื่อมองภาพรวมของตลาด การยกระดับบิตคอยน์ให้กลายเป็น ‘สินทรัพย์ที่สามารถตั้งโปรแกรมได้’ กำลังเกิดขึ้นจริง โดย Hyperliquid ถือเป็นตัวอย่างของโครงการที่ขับเคลื่อนกระบวนการดังกล่าวอย่างรวดเร็ว ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ถือครองบิตคอยน์ไม่ได้แค่เก็บหรือสะสมอีกต่อไป แต่ต้องการสร้างมูลค่าผ่านการใช้งานจริง และสร้างรายได้ในรูปแบบใหม่
*ความคิดเห็น*: การผสานประสิทธิภาพของโซลานาเข้ากับความแข็งแกร่งของบิตคอยน์อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ในโลกคริปโต หาก Hyperliquid สามารถรักษาสมดุลระหว่าง ‘ความปลอดภัย’ และ ‘ความเร็ว’ ได้อย่างมั่นคง โครงการนี้อาจกลายเป็นแกนกลางของการขยายตัวในระบบนิเวศของบิตคอยน์ช่วงถัดไป
ความคิดเห็น 0