แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตสำหรับนักลงทุนสถาบันอย่างบูลลิช(Bullish) เผยผลประกอบการประจำไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา ขาดทุนสุทธิสูงถึง 563 ล้านดอลลาร์ หรือราว 7,600 ล้านบาท สร้างแรงกระเพื่อมให้กับตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนเริ่มหันไปให้ความสนใจกับโครงการกระเป๋าเงินคริปโต ‘BMIC’ ซึ่งเน้นด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยเชิงควอนตัมเป็นหัวใจสำคัญ
บูลลิชเคยทำกำไรได้ราว 104.8 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน แต่เพียงแค่ปีเดียวผลประกอบการก็กลับหัวอย่างหนัก เมื่อรวมกับสภาวะตลาดที่ทั้งหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและคริปโตกำลังอยู่ในช่วงขาลง ทำให้แม้แต่แพลตฟอร์มที่เน้นลูกค้าสถาบันก็ไม่รอดจากความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมหภาค *คำ*
จากแรงกระแทกดังกล่าว นักลงทุนเริ่มหันความสนใจจากกำไรระยะสั้นไปยังระบบพื้นฐานที่ให้ความสำคัญกับ ‘ความปลอดภัยระยะยาว’ โดย ‘BMIC’ ซึ่งชูเทคโนโลยี *หลังควอนตัม(Post-Quantum Cryptography)* หรือ PQC กลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ถูกจับตามอง โครงการนี้ทำงานบนเครือข่ายอีเธอเรียม(ETH) และตั้งเป้าให้เป็นระบบนิเวศสำหรับการสเตกและการชำระเงินที่ปลอดภัย
ความโดดเด่นของ BMIC คือแนวคิดการออกแบบความปลอดภัยที่สามารถต้านทานการโจมตีแบบ “เก็บข้อมูลตอนนี้ ถอดรหัสทีหลัง (harvest now, decrypt later)” ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเทคโนโลยีควอนตัมพัฒนาขึ้นถึงจุดที่สามารถเจาะระบบที่มีอยู่ในปัจจุบันได้ *ความคิดเห็น* นอกจากนี้ BMIC ยังลดการเปิดเผย ‘public key’ ให้เหลือน้อยที่สุด พร้อมกับใส่ระบบตรวจจับการโจมตีด้วย AI และใช้มาตรฐานสมาร์ตแอคเคานท์ ERC-4337 เพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต
ตามข้อมูลล่าสุด BMIC อยู่ในช่วง presale และมีการขายโทเคนในราคาชิ้นละ 0.049 ดอลลาร์ (ประมาณ 72 บาท) โดยสามารถระดมทุนไปแล้วกว่า 433,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 6.3 ล้านบาท แม้จะยังไม่มีนักลงทุนรายใหญ่เข้ามา แต่ก็ถือว่าเป็นการสะท้อนความต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่มีความปลอดภัยในตลาดปัจจุบัน *คำ*
อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้ BMIC เริ่มได้รับความสนใจคือราคาของบิตคอยน์(BTC) ที่ร่วงลงต่ำกว่า 70,000 ดอลลาร์ สูญเสียมูลค่ากว่า 20% นับตั้งแต่เดือนมกราคม ขณะที่อีเธอเรียมก็ลดลงมากกว่า 10% แนวโน้มนี้ทำให้เม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่เริ่มไหลไปยังโครงการที่สามารถต้านทานความเสี่ยงเชิงโครงสร้างได้มากขึ้น
จริงอยู่ที่ BMIC ไม่ใช่แค่กระเป๋าเงินดิจิทัลธรรมดา เพราะโครงการได้นำเสนอรูปแบบ *โครงสร้างแบบโมดูลาร์* ซึ่งสามารถรองรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในยุคหน้าได้อย่างยืดหยุ่น ด้วยการออกแบบระบบที่ต้านทานภัยคุกคามจากควอนตัมในอนาคต หากการพัฒนาด้านเทคโนโลยีควอนตัมและกฎระเบียบเกี่ยวกับการเข้ารหัสเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น BMIC ก็อาจกลายเป็นแพลตฟอร์มที่มีบทบาทสำคัญในตลาด
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงก็ยังมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงสร้างเทคโนโลยีที่ซับซ้อน ระดับการใช้งานที่ยังต่ำ หรือคำถามเกี่ยวกับความสามารถในการป้องกันเชิงควอนตัมอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญกับ ‘กำแพงการเปลี่ยนผ่าน’ ของผู้ใช้งานที่มักจะระวังในการเลือกใช้กระเป๋าเงินใหม่ๆ ซึ่งอาจทำให้การขยายตัวในระยะสั้นยังค่อนข้างจำกัด
แต่สิ่งที่ทำให้ BMIC ยังคงน่าสนใจก็คือการมุ่งเน้น ‘การฟื้นตัวระยะยาว’ และความสามารถในการบูรณาการ ไม่ใช่แค่การเติบโตชั่วคราว โครงการตั้งเป้าที่จะขยายไปสู่บริการแบบ cold wallet เครือข่ายชำระเงินแบบดีไฟ(DeFi) และระบบดูแลสินทรัพย์สำหรับองค์กร ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดในระยะยาว *ความคิดเห็น*
ผลสำเร็จของ BMIC จึงขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ หนึ่ง—การพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมและความชัดเจนด้านกฎเกณฑ์การเข้ารหัสของภาครัฐ สอง—แรงส่งจากราคาบิตคอยน์และอีเธอเรียมหากเกิดการรีบาวด์ และ สาม—การกำหนดมาตรฐานรองรับเทคโนโลยีเข้ารหัสแบบหลังควอนตัมที่สามารถดึงดูดนักลงทุนสถาบันเข้ามาร่วมสังเวียนได้อย่างจริงจัง
ท้ายที่สุด หากตลาดคริปโตเข้าสู่ช่วงขาลงที่ยาวนานยิ่งขึ้น โครงการที่เน้น ‘ความปลอดภัย’ อย่างจริงจังก็มีความเป็นไปได้ที่จะรอดพ้นจากแรงสั่นสะเทือน และ BMIC เองก็อาจกลายเป็นศูนย์กลางของ ‘แนวคิดด้านความปลอดภัย’ บนบล็อกเชนในอนาคต *คำ*
ความคิดเห็น 0