ราคา *คริปโต* ที่ดิ่งลงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังเขย่าความมั่นคงทางการเงินของบริษัทต่างๆ, การลงทุนผ่านกองทุนรวมดัชนี (*ETF*) และโครงสร้างพื้นฐานของการขุดคริปโตอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคา *บิตคอยน์(BTC)* และ *อีเธอเรียม(ETH)* ที่ร่วงลงอย่างต่อเนื่อง ได้สร้างความสั่นสะเทือนในทุกระดับของอุตสาหกรรมนี้
เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) ได้มีรายงานว่าสหรัฐอเมริกาต้องเผชิญกับพายุฤดูหนาวรุนแรง ซึ่งทำให้ผู้ให้บริการขุดเหรียญหลายรายต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว เผยให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบขุดที่ยังต้องพึ่งพาโครงข่ายพลังงานอย่างมาก ขณะเดียวกัน ยังมีความพยายามในการแปรรูปอุปกรณ์ขุดคริปโตให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการปรับตัวของธุรกิจในช่วงตลาดขาลง
บริษัท *บิตไมน์(BitMine Immersion Technologies)* ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่ถือครอง *อีเธอเรียม(ETH)* ในระดับสูง ต้องเผชิญกับการขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงของราคาตลาด โดยเมื่อราคาของ *อีเธอเรียม* ร่วงต่ำกว่า 2,200 ดอลลาร์ หรือประมาณ 322,000 บาท บริษัทต้องบันทึกผลขาดทุนจากการประเมินมูลค่าสินทรัพย์กว่า 70,000 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 10.2 ล้านล้านบาท แม้ว่าการขาดทุนในครั้งนี้จะยังไม่ได้ถูกขายออกและจัดเป็น *ขาดทุนจากการประเมินมูลค่า* แต่กรณีนี้ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของโมเดลธุรกิจที่อิงกับสินทรัพย์ดิจิทัล
ด้าน *บิตคอยน์(BTC)* ก็ได้รับผลกระทบไม่น้อย โดยราคาที่ร่วงทะลุ 80,000 ดอลลาร์ลงมา ส่งผลให้ผู้ลงทุนในกองทุน *ไอแชร์ส บิตคอยน์ ทรัสต์(IBIT)* ของ *แบล็คร็อก* ขาดทุนถ้วนหน้า ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ราคาของ *บิตคอยน์* ลดลงต่ำกว่า 75,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1.1 ล้านบาท ทำให้แม้แต่ *ETF* ที่เติบโตเร็วที่สุดของแบล็คร็อกก็ไม่ได้รับการยกเว้นจากความผันผวนครั้งนี้ *บ็อบ เอลเลียต* ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ *อันลิมิเต็ดฟันด์* กล่าวว่า “นักลงทุนแทบทั้งหมดที่เข้าลงทุนใน IBIT ตอนนี้อยู่ในโซนขาดทุนหมดแล้ว” ความคิดเห็นนี้ตอกย้ำว่า *ETF คริปโต* ยังไม่ใช่แหล่งพักเงินปลอดภัยอย่างที่หลายคนเชื่อ
ขณะเดียวกัน ธุรกิจขุดยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากธรรมชาติ โดยข้อมูลจาก *คริปโตควอนท์* ระบุว่าในช่วงปลายเดือนมกราคม บริษัทรายใหญ่ในสหรัฐ เช่น *คลีนสปาร์ก(CleanSpark)*, *มาราโฮลดิงส์(MARA Holdings)*, *บิทฟาร์ม(Bitfarms)* และ *ไอริสเอเนอจี(Iris Energy)* ต้องลดกำลังการขุดลงครึ่งหนึ่ง หรือเฉลี่ยเหลือเพียง 30-40 BTC ต่อวัน (จากเดิม 70-90 BTC) เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างภาระกับโครงข่ายไฟฟ้า ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาด้านเสถียรภาพที่ยังคงติดตามวงการขุดคริปโตอย่างไม่ลดละ
อีกด้านหนึ่ง การเปลี่ยนเครื่องขุดให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI กำลังเป็นแนวโน้มใหม่ *โควีฟ(CoreWeave)* ที่เปลี่ยนทิศทางจากการขุด *อีเธอเรียม* มาเป็นศูนย์ข้อมูล AI แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัว โดยเฉพาะหลังจากการเปลี่ยนกลไกของ *อีเธอเรียม* จาก *PoW* มาเป็น *PoS* ส่งผลให้ความต้องการใช้ *GPU* ลดลงอย่างมาก โควีฟได้รับเงินลงทุนจาก *เอ็นวิเดีย* มูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.92 แสนล้านบาท) กลายเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญในสายตาบริษัทอย่าง *ไฮฟ์ ดิจิทัล(HIVE Digital)* และ *ฮัท 8(Hut 8)* ที่กำลังพิจารณาแนวทางเดียวกัน
ตลาดในช่วงนี้ไม่ได้เพียงแต่ทดสอบราคาเท่านั้น แต่ยังทดสอบความแข็งแกร่งของกลยุทธ์การเงิน, ความสามารถในการดำเนินธุรกิจ และการยอมรับความเสี่ยงของนักลงทุนอย่างแท้จริง จึงเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่ทั้งบริษัทและนักลงทุนจะต้องให้ความสำคัญกับ ‘การบริหารความเสี่ยง’ มากกว่าที่เคยเป็นมา
ความคิดเห็น 0