บิตคอยน์(BTC) ยังคงเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล หลังราคาดิ่งลงกว่า 40% ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือน โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ราคาตกลงแตะระดับต่ำสุดปีนี้ที่ 59,930 ดอลลาร์ (ราว 8.77 ล้านบาท) ซึ่งเทียบกับจุดสูงสุดตลอดกาลเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วที่ 126,200 ดอลลาร์ (ประมาณ 18.48 ล้านบาท) ถือเป็นการร่วงลงกว่า 50% นักวิเคราะห์ชี้ว่า การร่วงครั้งนี้เป็นผลจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ ‘การใช้เลเวอเรจเกินตัวของเฮดจ์ฟันด์ในเอเชีย’, ‘กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงของธนาคารที่เกี่ยวข้องกับ ETF’ และ ‘ความไม่แน่นอนจากการที่นักขุดเข้าร่วมอุตสาหกรรม AI มากขึ้น’
ประเด็นแรกคือ ความเสี่ยงจากเฮดจ์ฟันด์ในฮ่องกงที่เดิมพันด้วยการกู้เงินเยนจากญี่ปุ่นเพื่อลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างบิตคอยน์ ETF ของสหรัฐฯ โดยอาศัยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ อย่างไรก็ตาม เมื่อค่าเงินเยนแข็งขึ้นและต้นทุนการกู้เพิ่มสูงขึ้น การลงทุนเหล่านี้เริ่มขาดทุน ส่งผลให้บริษัทเหล่านี้ถูกเรียกเก็บหลักประกันเพิ่มเติม และต้องเร่งขายบิตคอยน์ หรือแม้แต่โซลานา(SOL) เพื่อชำระหนี้ ส่งแรงเทขายออกมาสู่ตลาดเป็นวงกว้าง ความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับกองทุน IBIT ของแบล็คร็อกก็ถูกจับตาเป็นพิเศษ หลังสร้างสถิติซื้อขายในวันเดียวกว่า 10,700 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.57 ล้านล้านบาท)
ส่วนปัจจัยที่สอง เป็นการคาดการณ์ว่า ธนาคารสหรัฐฯ อย่าง มอร์แกน สแตนลีย์ อาจเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเทขายเพื่อ ‘เฮจความเสี่ยง’ ของตราสารที่อ้างอิงกับบิตคอยน์ ETF เช่นเดียวกับ IBIT โดยเมื่อราคาของบิตคอยน์ร่วงลงต่ำกว่าจุดสำคัญที่ 78,700 ดอลลาร์ ธนาคารจึงมีความจำเป็นต้องนำบิตคอยน์ หรือสัญญาฟิวเจอร์ส ออกมาขายจำนวนมากเพื่อจำกัดความเสี่ยง ความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจทำให้เกิดภาวะ ‘เนกาทีฟ แกมมา’ ซึ่งหมายความว่า ยิ่งราคาลดลงก็ยิ่งต้องขายมากขึ้น ทำให้เกิดแรงกดดันซ้ำเติมตลาดอีกขั้น เหตุนี้เองที่นักลงทุนมองว่า ธนาคารซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นผู้ให้สภาพคล่อง กลับกลายมาเป็นต้นตอของแรงขายซะเองในครั้งนี้ *ความคิดเห็น: ตลาดเกิดพฤติกรรมแบบ ‘self-selloff loop’ ที่ทวีคูณแรงลบจากสถาบันการเงินเอง*
ขณะเดียวกัน กลุ่มนักขุดบิตคอยน์บางส่วนเริ่มทยอยถอนตัวจากเครือข่ายมาเข้าร่วมอุตสาหกรรม AI ส่งผลให้ ‘แฮชเรต’ หรือพลังประมวลผลรวมของเครือข่ายลดลงถึง 10-40% จากข้อมูลเบื้องต้น นักวิเคราะห์อย่าง เจอร์ซี กิ๊บสันชี้ว่า ความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มสูงมาก ทำให้นักขุดบางราย เช่น ไรอ็อต แพลตฟอร์ม(Riot Platforms) ขายบิตคอยน์ที่ถือครองอยู่กว่า 161 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2,360 ล้านบาท) แล้วเปลี่ยนกลยุทธ์ไปเน้นธุรกิจใหม่ ส่วน IREN ก็ประกาศลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI เช่นกัน
การลดลงของแฮชเรตยังถูกสะท้อนผ่านตัวชี้วัด ‘แฮชริบบอน(Hash Ribbons)’ ที่บ่งชี้ว่า ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 30 วันต่ำกว่าระดับ 60 วัน ถือเป็นสัญญาณเตือนว่า นักขุดเริ่มเผชิญการขาดทุนและจำเป็นต้องขายเพื่อรักษาสภาพคล่อง ทั้งนี้ ทุกการขุด 1 บิตคอยน์มีต้นทุนไฟฟ้าเฉลี่ยที่ 58,160 ดอลลาร์ (ราว 8.52 แสนบาท) และต้นทุนรวมทั้งหมดสูงถึง 72,700 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.06 ล้านบาท) ทำให้ราคาปัจจุบันเข้าใกล้จุดคุ้มทุน และอาจนำพาแรงขายจากกลุ่มนักขุดเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป
ในมุมมองของนักลงทุนรายใหญ่ ยังไม่มีสัญญาณการเข้าซื้อสะสมอย่างเด่นชัด โดยกลุ่มกระเป๋าเงินขนาดกลางถึงใหญ่ที่ถือครอง 10-10,000 BTC ลดสัดส่วนถือครองลงมาอยู่ในระดับต่ำสุดรอบ 9 เดือน *ความคิดเห็น: ชี้ว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วง ‘รอดูสถานการณ์’ มากกว่าจะเร่งเข้าซื้อ*
ภาพรวมแล้ว การร่วงลงของบิตคอยน์ในรอบนี้ไม่ใช่ผลจากปัจจัยเดี่ยว แต่เกิดจากทิศทางความเสี่ยงที่ประสานกันระหว่าง ‘การเร่งชำระหนี้ของกองทุนในเอเชีย’, ‘กลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยงของธนาคารสหรัฐฯ’ และ ‘แรงขายจากฝั่งนักขุด’ ซึ่งสร้างภาวะ ‘โดมิโนเอฟเฟกต์’ ที่หลอกันเองและเร่งราคาลงในระยะสั้น นักลงทุนจึงควรเตรียมรับมือกับความผันผวนเพิ่มเติมจากนโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐฯ การเคลื่อนไหวของอัลต์คอยน์ รวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังไม่แน่นอนในระยะนี้
ความคิดเห็น 0