จีนเข้มงวดตลาดคริปโตอีกครั้ง สั่งห้ามออกสเตเบิลคอยน์และโทเคนสะท้อนสินทรัพย์ (RWA) โดยปราศจากการอนุมัติจากทางการ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของตลาดคริปโตร่วงหนัก ขณะที่ราคาบิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH) ดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ดัชนีความกลัวและความโลภในตลาดแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ล่มสลายของลูน่าเมื่อปี 2022
เมื่อวันที่ 24 หน่วยงานกำกับดูแล 8 แห่งของจีน รวมถึงธนาคารกลางจีน ออกแถลงการณ์ร่วม ห้ามไม่ให้บุคคลหรือบริษัทใดๆ ทั้งในและนอกประเทศ ออกเหรียญสเตเบิลคอยน์ที่ผูกกับหยวน รวมถึงโทเคนที่มีสินทรัพย์จริงหนุนหลัง (RWA) โดยไม่ได้รับอนุมัติจากรัฐ โดยไม่เว้นแม้แต่บริษัทต่างชาติ ทั้งนี้ยังรวมถึงเหรียญที่ใช้หยวนแบบ off-shore ซึ่งก่อนหน้านี้นักลงทุนบางส่วนยังหวังว่าจะสามารถออกเหรียญในพื้นที่สีเทาบริเวณชายแดนได้
ทางการจีนอธิบายว่า *มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องระบบการเงินดิจิทัลแบบรวมศูนย์จาก e-CNY* และป้องกันไม่ให้สินทรัพย์ดิจิทัลเชิงเก็งกำไรรุกล้ำเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหลัก ความเคลื่อนไหวครั้งนี้บ่งชี้ว่าจีนยังเดินหน้า *ควบคุมสินทรัพย์ดิจิทัลในเชิงก้าวร้าว* โดยถือว่าการออกเหรียญโดยไม่มีการควบคุมคือ ‘กิจกรรมทางการเงินผิดกฎหมาย’
ขณะเดียวกัน ทางฝั่งนักลงทุนรายใหญ่ก็เริ่มขยับตัว โดยบริษัทลงทุนคริปโต ‘เทรนด์รีเสิร์ช(Trend Research)’ จากฮ่องกง ได้ขายอีเธอเรียมมากกว่า 400,000 เหรียญ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการถูกชำระบัญชี (liquidation) ด้านแพลตฟอร์ม Arkham รายงานว่าบริษัทได้โอน 411,075 ETH (ประมาณ 6,000 ล้านบาท) ไปยังไบแนนซ์ตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน
ก่อนการขาย เทรนด์รีเสิร์ชเคยถือ ETH แบบโทเคนแปลงผ่าน Aave มากถึง 651,170 เหรียญ มูลค่าราว 9,500 ล้านบาท แต่ข้อมูลล่าสุดระบุว่าบริษัทเหลือเพียง 247,080 เหรียญเท่านั้น ราคาของอีเธอเรียมร่วงกว่า 30% ภายใน 7 วัน ล่าสุดเคลื่อนไหวราว 1,967 ดอลลาร์ (ประมาณ 288,000 บาท) ต่อเหรียญ
อีกด้านหนึ่งของผลกระทบคือความกังวลในตลาดที่เพิ่มขึ้น ดัชนี *Crypto Fear & Greed Index* ร่วงลงเหลือเพียง 9 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 ซึ่งถือว่าเป็นระดับ ‘ความกลัวอย่างรุนแรง’ โดยต่ำสุดในรอบ 3 ปีครึ่ง นับตั้งแต่วิกฤติลูน่าในปี 2022
ราคาบิตคอยน์ก็ดิ่งไม่แพ้กัน โดยตกลงกว่า 13% ภายในวันเดียว หรือหายไปราว 1 หมื่นดอลลาร์ มูลค่าล่าสุดต่ำกว่า 60,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 8.7 ล้านบาท) ซึ่งลดลงมากกว่าครึ่งจากระดับสูงสุดในเดือนตุลาคม 2566 ที่เคยแตะถึง 126,000 ดอลลาร์
เจฟ โค(Jeff Ko) หัวหน้านักวิเคราะห์จาก CoinX Research ให้ความเห็นว่า *“แรงเทขายในตลาดคริปโตครั้งนี้สัมพันธ์กับการปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐฯ และสะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนต่อฟองสบู่ AI และมูลค่าหุ้นที่สูงเกินจริง”*
จากสภาพตลาดที่ถูกกดดันทั้งจากปัจจัยภายในประเทศจีนและภาวะเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ *นักลงทุนหันมาอยู่ในโหมดรอดู (wait and see)* กันมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญมองว่า *การฟื้นตัวจะต้องอาศัยนโยบายที่ชัดเจนและเวลา* เพื่อนำความเชื่อมั่นกลับคืนมา ประเด็นสำคัญที่ยังต้องจับตาคือแนวโน้มการกำกับสินทรัพย์ดิจิทัลแบบ RWA และบทบาทของรัฐในการกำหนดขอบเขตระหว่าง ‘สินทรัพย์จริง’ กับ ‘สินทรัพย์คริปโต’ ในอนาคต
ความคิดเห็น 0