ตลาดคริปโตยังคงผันผวนอย่างหนัก โดยราคาของ *อีเธอเรียม(ETH)* และ *บิตคอยน์(BTC)* ที่ร่วงลงอย่างต่อเนื่อง กำลังส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ไม่ใช่เพียงในแง่มูลค่าเงินลงทุน แต่ยังลามไปถึงผลประกอบการของบริษัท, ผลตอบแทนของกองทุน ETF ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการขุดที่กำลังเผชิญความท้าทายจากสภาพอากาศสุดขั้วในสหรัฐ
เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัทขุดคริปโต *บิตมายน์(BITM)* เปิดเผยว่าบริษัทเผชิญขาดทุนจากการประเมินมูลค่าถึง 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 10.2 ล้านล้านวอน) จากการถือครอง *อีเธอเรียม(ETH)* ซึ่งเป็นสินทรัพย์หลักในคลัง โดยก่อนหน้านี้ยังได้เข้าซื้อเพิ่มอีก 40,302 ETH ทำให้มีสถานะถือครองรวมกว่า 91,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 13.3 ล้านล้านวอน) ซึ่งทำให้ความผันผวนของราคาเข้ามากระทบต่อบริษัทในระดับสูงขึ้น
ทอม ลี ประธานของบิตมายน์กล่าวว่า “การมีพอร์ต ETH จำนวนมากย่อมมีความเสี่ยงในช่วงตลาดขาลงเป็นเรื่องปกติ” พร้อมระบุว่าบริษัทมีเป้าหมายในการเคลื่อนตามราคาของ ETH อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวนี้กลายเป็นตัวสะท้อนถึง ‘ความเปราะบาง’ ของโมเดลการเงินที่ยึดสกุลคริปโตเป็นแกนหลัก
ขณะเดียวกัน *บิตคอยน์(BTC)* ที่ร่วงลงต่ำกว่า 80,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 117.2 ล้านวอน) ได้กดดันให้ผู้ลงทุนใน *iShares Bitcoin Trust(IBIT)* — กองทุน ETF บิตคอยน์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ *แบล็คร็อก* — ต้องเจอกับภาวะขาดทุน โดยบ็อบ เอลเลียต หัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Unliminted Fund ระบุว่า ต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนใน IBIT ปัจจุบันอยู่ต่ำกว่าราคาตลาด และหาก BTC ยังร่วงต่ำกว่า 75,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 109.9 ล้านวอน) ความกดดันด้านผลตอบแทนจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น
แม้ IBIT จะสร้างสถิติเป็น ETF ที่มีมูลค่าทรัพย์สินทะลุ 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 102.5 ล้านล้านวอน) ได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของแบล็คร็อก แต่การปรับฐานราคาขาลงครั้งนี้ ทำให้นักลงทุนหน้าใหม่หลายคนได้สัมผัสกับ ‘ความผันผวน’ ของบิตคอยน์เป็นครั้งแรก
อีกด้านหนึ่ง อุตสาหกรรม *การขุดคริปโต* ก็โดนเล่นงานซ้ำเข้าอีกดอก เมื่อพายุหิมะในช่วงปลายเดือนมกราคมที่ถล่มอเมริกาเหนือ ทำให้บริษัทขุด BTC หลายรายต้องระงับการทำงานชั่วคราว ข้อมูลจาก *CryptoQuant* ชี้ว่า จากการที่เคยขุดได้วันละ 70-90 BTC ต่อวัน กลับร่วงลงเหลือเพียง 30-40 BTC โดยเหตุหลักมาจากการลดใช้พลังงานเพื่อเลี่ยงผลกระทบระบบไฟฟ้าในพื้นที่
แม้การผลิตจะฟื้นตัวในระยะสั้น แต่กรณีนี้ยิ่งตอกย้ำว่าอุตสาหกรรมขุดยัง ‘พึ่งพาโครงข่ายไฟฟ้าท้องถิ่น’ อย่างมีนัยสำคัญ โดยการวิเคราะห์ดังกล่าวครอบคลุมบริษัทใหญ่ในสหรัฐอย่าง *คลีนสปาร์ค(CleanSpark)*, *มาราโฮลดิงส์(MARA Holdings)*, *บิตฟาร์มส์(Bitfarms)* และ *ไอริส เอเนอร์จี(Iris Energy)*
ท่ามกลางความไม่แน่นอน ทั้งบริษัทคริปโตและนักลงทุนบางกลุ่มเริ่มมองหา ‘ทางออกใหม่’ โดยหนึ่งในกรณีศึกษาน่าสนใจคือ *คอร์วีฟ(CoreWeave)* ซึ่งเปลี่ยนจากบริษัทขุด ETH มาเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน AI หลังจาก *อีเธอเรียม* ปรับเปลี่ยนกลไกจาก Proof of Work เป็น Proof of Stake จนลดความต้องการ GPU ลงอย่างมาก
การเปลี่ยนแปลงของคอร์วีฟกลายเป็นแบบอย่างให้บริษัทอื่น เช่น *ไฮฟ์ ดิจิทัล(HIVE Digital)*, *ฮัท8(Hut 8)* และ *มาราโฮลดิงส์(MARA Holdings)* เริ่มสำรวจทิศทางเดียวกัน ล่าสุด *เอ็นบีเดีย(NVIDIA)* ยังได้ลงทุนในคอร์วีฟมูลค่ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.9 ล้านล้านวอน) ตอกย้ำบทบาทสำคัญในโลก AI ของบริษัทนี้
ความคิดเห็น: กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานของคริปโตสามารถพลิกกลับมาใช้งานใหม่ได้ในเทคโนโลยีอื่น ทำให้ประเด็น ‘การปรับตัว’ และ ‘การบริหารความเสี่ยง’ กลายเป็นสิ่งที่ผู้เล่นในอุตสาหกรรมต้องพิจารณาเพื่อความอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้สะท้อนชัดว่า เมื่อราคาคริปโตเหวี่ยงอย่างหนัก ผลกระทบที่ตามมาไม่ใช่เพียงตัวเลขในตลาด แต่คือหนึ่งในบททดสอบสำคัญของโมเดลธุรกิจและความสามารถในการรับมือของโครงสร้างพื้นฐานทั่วทั้งวงการ.
ความคิดเห็น 0