Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

บิตคอยน์(BTC), อีเธอเรียม(ETH), โดชคอยน์(DOGE) ราคาร่วงกว่า 7% สะท้อนแรงกดดันเศรษฐกิจ-นโยบายการเงิน

บิตคอยน์(BTC), อีเธอเรียม(ETH) และโดชคอยน์(DOGE) ราคาร่วงแรงพร้อมกันอีกครั้งเมื่อวันที่ 6 (เวลาท้องถิ่น) โดยราคาร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน สะท้อนภาวะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ภาวะตึงตัวจากการเงินทั่วโลก และยอดการซื้อของสถาบันที่ลดลง อันเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดคริปโตในวงกว้าง

จากข้อมูลของ CoinMarketCap มูลค่าตลาดรวมของเหรียญคริปโตลดลงมากกว่า 6.2% เหลือประมาณ 2.43 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,570 ล้านล้านวอน) โดยบิตคอยน์เป็นผู้นำในการปรับตัวลงด้วยอัตราการร่วงกว่า 7% นักวิเคราะห์ชี้ว่า การดิ่งลงของบิตคอยน์ไม่ได้เป็นเพียง ‘การปรับฐานทางเทคนิค’ เท่านั้น แต่เป็นสัญญาณของการหนีจากสินทรัพย์เสี่ยงในภาพรวม เนื่องจาก ETF ดัชนีแนสแด็ก100(QQQ) และราคาทองคำก็ปรับตัวลดลงในเวลาเดียวกัน สะท้อนความวิตกเกี่ยวกับสภาพคล่องและแนวนโยบายดอกเบี้ย

ราคาบิตคอยน์ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 71,000 ดอลลาร์ (ราว 1,044.9 ล้านบาท) ต่ำกว่าจุดสูงสุดในเดือนตุลาคม 2025 ที่ระดับ 126,000 ดอลลาร์ (ราว 1,851.9 ล้านบาท) คิดเป็นการลดลงกว่า 42% โดยไม่สามารถฝ่าต้านราคาเดิมขึ้นไปได้ ส่งผลให้เหรียญที่มีการเคลื่อนไหวตามกันอย่างอีเธอเรียมและโดชคอยน์ ยิ่งเร่งการปรับฐานแรงยิ่งขึ้น

อีเธอเรียมร่วงลงกว่า 7% มาอยู่ที่บริเวณ 2,100 ดอลลาร์ (ราว 308 ล้านบาท) ส่วนโดชคอยน์ก็หลุดแนวรับสำคัญที่ 0.1 ดอลลาร์ (ราว 147 วอน) หลังร่วงลงกว่า 6% โดยโดชคอยน์ยังคงเผชิญแรงขายต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายปี 2025 กระตุ้นภาวะ ‘ตลาดผวา’ และความผันผวนที่เพิ่มสูงขึ้น

มูลค่าตลาดของบิตคอยน์ขณะนี้เหลืออยู่ที่ประมาณ 1.43 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 2,101 ล้านล้านวอน) อีเธอเรียมอยู่ที่ 257.9 พันล้านดอลลาร์ (ราว 378 ล้านล้านวอน) และโดชคอยน์อยู่ที่ 17.2 พันล้านดอลลาร์ (ราว 25.276 ล้านล้านวอน) ซึ่งลดลงมากกว่า 5% ในแต่ละเหรียญ

หนึ่งในปัจจัยเร่งการปรับฐานคือความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับเศรษฐกิจมหภาคของสหรัฐฯ และสถานการณ์การเมือง โดยเมื่อช่วงต้นเดือน กุมภาพันธ์ บิตคอยน์ร่วงต่ำกว่า 80,000 ดอลลาร์ (ราว 1,175.6 ล้านบาท) ส่งผลให้เกิดการบังคับขายในวงกว้าง โดยเฉพาะผู้ถือเลเวอเรจซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

อีกหนึ่งแรงกดดันในตลาดคือข่าวลือที่ว่า เควิน วอร์ช(Kevin Warsh) จากพรรครีพับลิกัน อาจได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) คนถัดไป เนื่องจากเขาเคยสนับสนุนนโยบายการเงินแบบเข้มงวดมาก่อน ตลาดจึงเริ่มกังวลว่าแนวโน้ม ‘คุมเข้ม’ อาจกลับมาอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินเริ่มถอนตัวออกจากตลาดคริปโตอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการไหลออกของเงินจากกองทุน ETF บิตคอยน์แบบ Spot ถือเป็นสัญญาณว่า ‘แรงซื้อจากสถาบัน’ ที่เคยค้ำจุนราคาก่อนหน้านี้เริ่มหมดบทบาทลง ส่งผลให้โครงสร้างอุปสงค์พื้นฐานของตลาดเริ่มสั่นคลอน

ด้วยความไม่แน่นอนเหล่านี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นพ้องว่า การฟื้นตัวของตลาดคริปโตในระยะสั้นจะเป็นเรื่องยาก เนื่องจากประเด็นทั้งเรื่องการเมืองสหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ยังคงเป็นสิ่งที่นักลงทุนจับตามองอย่างใกล้ชิด

ความคิดเห็นจากหลายฝ่ายระบุว่า การจะเกิดแรงซื้อกลับจากนักลงทุนยังคงต้องรอเวลาจนกว่า ‘ปัจจัยเสี่ยงมหภาค’ จะคลี่คลาย และภาวะตลาดเข้าสู่ความชัดเจนในเชิงนโยบายมากกว่านี้ ขณะที่ราคาของอีเธอเรียมและโดชคอยน์จะยัง ‘เคลื่อนไหวเป็นเงาตาม’ บิตคอยน์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในช่วงนี้

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1