Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

อีเธอเรียม(ETH) เปิดตัวโมเดลจ่ายเงิน-ยืนยันตัวตนด้วย Zero-Knowledge ปกป้องพรอมต์ AI แบบนิรนาม

อีเธอเรียม(ETH) เดินหน้าเสนอระบบ ‘จ่ายเงิน-ยืนยันตัวตน’ รูปแบบใหม่ เพื่อแก้ปัญหา ‘ข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล’ ระหว่างใช้งานแชตบอตปัญญาประดิษฐ์(AI) โดยใช้เทคโนโลยี ‘영지식증명(Zero-Knowledge Proof, ZK)’ ช่วยซ่อนทั้ง ‘พรอมต์ของผู้ใช้’ และ ‘ข้อมูลการชำระเงิน’ แต่ยังรับประกันได้ว่าผู้ให้บริการ AI จะได้รับค่าบริการครบถ้วนทุกครั้งที่มีการเรียกใช้ API

เมื่อวันที่ 11 (เวลาท้องถิ่น) ดาบิเด คราฟิส ผู้นำทีม AI ของมูลนิธิอีเธอเรียม และ วิตาลิก บูเทอริน ผู้ร่วมก่อตั้งอีเธอเรียม ได้เผยแพร่บทความบนบล็อก เสนอ ‘กลไกใหม่’ สำหรับเชื่อมต่อบริการ AI อย่างโมเดลภาษาขนาดใหญ่(LLM) ผ่าน API โดยตั้งเป้าแก้ปัญหา ‘ความเป็นส่วนตัว-ความปลอดภัย-ประสิทธิภาพ’ ไปพร้อมกัน ทั้งสองระบุว่า ‘ผู้ใช้ควรสามารถฝากเงินครั้งเดียว แล้วส่งคำขอ(API call) ได้เป็นพันครั้งอย่างปลอดภัย รวดเร็ว และยังคงรักษาความเป็นนิรนาม’

ปัจจุบัน เมื่อผู้ใช้สนทนากับแชตบอต AI คำขอแต่ละครั้งจะถูกส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ในรูปของ ‘API call’ ผู้ให้บริการส่วนใหญ่มักอ้างอิงอีเมลและบัตรเครดิตเพื่อระบุตัวตน หรือไม่ก็ให้จ่ายเงินแบบออนเชนต่อคำขอ วิธีแรกเสี่ยงต่อ ‘การละเมิดความเป็นส่วนตัว’ และปัญหากฎหมาย ส่วนวิธีหลัง ‘ช้า แพง และตรวจสอบย้อนรอยธุรกรรมได้ทุกครั้ง’ ทำให้ผู้ใช้แทบไม่เหลือพื้นที่ส่วนตัว

โครงสร้างใหม่ที่คราฟิสและบูเทอรินเสนอ จึงถูกออกแบบมาเพื่อแทนที่สองทางเลือกที่พวกเขามองว่า ‘ยังไม่ตอบโจทย์’ ผู้ใช้จะเริ่มจากการฝากเงินจำนวนหนึ่งเข้า ‘สมาร์ตคอนแทรกต์’ จากนั้นใช้การผสานระหว่าง ‘영지식증명(ZK)’ และเทคนิค ‘เรตลิมิต นัลลิไฟเออร์(rate-limit nullifier)’ เพื่อพิสูจน์ว่าทุกคำขอได้ถูกชำระเงินแล้ว โดย ‘ไม่เปิดเผยว่าใครเป็นคนจ่าย และไม่สามารถเชื่อมคำขอแต่ละรายการเข้าหากันได้’

ตัวอย่างที่ทั้งสองยกขึ้นมา คือ หากผู้ใช้ฝาก 100 USDC (ราว 144,090 บาท) เข้า สมาร์ตคอนแทรกต์ แล้วส่งคำถามไปยัง LLM ที่โฮสต์อยู่ 500 ครั้ง ฝั่งผู้ให้บริการจะได้รับ ‘คำขอ 500 รายการที่พิสูจน์ได้ว่าชำระเงินแล้วอย่างถูกต้อง’ แต่จะไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ทั้ง 500 รายการ ‘มาจากคนฝากรายเดียวกันหรือไม่’ หรือมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร ‘พรอมต์’ ที่ผู้ใช้ส่ง ก็จะถูกแยกขาดจากข้อมูลระบุตัวตนเช่นกัน

หัวใจของระบบนี้คือ ‘การพิสูจน์ความเป็นเจ้าของเงิน (การพิสูจน์สถานะการชำระ หรือความมีสภาพคล่อง/โซลเวนซี)’ ผู้ใช้ต้องพิสูจน์ ‘การใช้งานสะสม’ ในรูปแบบดัชนีตั๋ว(ticket index) และใช้ ZK เพื่อแสดงให้เห็นว่า ดัชนีดังกล่าว ‘ยังไม่เกินวงเงินฝากเริ่มต้นหักด้วยยอดคืนเงิน’ เซิร์ฟเวอร์จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่มีกรณี ‘ขาดยอด หรือไม่ได้รับเงิน’ ขณะที่ผู้ใช้ไม่ต้องกังวลว่ารายละเอียดการจ่ายเงินทุกครั้งจะถูกเปิดเผยบนบล็อกเชน

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างที่ให้ความเป็นนิรนามสูงนี้ ‘เสี่ยงถูกนำไปใช้ก่อสแปม หรือสร้างเนื้อหาผิดกฎหมาย’ คราฟิสและบูเทอรินจึงเสนอให้ผูกเข้ากับกลไก ‘สเตกกิ้งสองชั้น(이중 스테이킹)’ และระบบลงโทษ(slash) ผู้ใช้ที่โกงหรือทำผิดเงื่อนไขบริการ หากมีการพยายามใช้จ่ายซ้ำซ้อน(double spend) หรือฝ่าฝืนข้อกำหนดการใช้งาน ‘เงินที่ฝากค้ำไว้จะถูกตัดทอน (สแลชชิ่ง) โดยอัตโนมัติ’

ตามคำอธิบายของทั้งสอง หากผู้ใช้พยายาม ‘ใช้หลักฐานการจ่ายเงินเดิมซ้ำสองครั้ง’ เพื่อหลอกระบบ ใครก็ตาม (รวมถึงเซิร์ฟเวอร์) สามารถยื่น ‘หลักฐานออนเชน’ เพื่อยึดเงินค้ำประกันของผู้ใช้รายนั้นได้ ในทางกลับกัน ถ้าผู้ใช้ส่งพรอมต์ที่ชัดเจนว่า ‘ละเมิดนโยบาย’ เช่น สูตรผลิตอาวุธ หรือวิธีการเลี่ยงระบบความปลอดภัย เงินที่ถูกสแลชจะ ‘ไม่ตกเป็นของใคร’ แต่จะถูกส่งไปยัง ‘ที่อยู่สำหรับเผาเหรียญ (burn address)’ และเหตุการณ์สแลชชิ่งจะถูกบันทึกบนบล็อกเชนอย่างถาวร

สองนักพัฒนาระบุว่า ‘แม้ตัวตนของผู้ใช้จะยังคงนิรนามจนถึงที่สุด แต่คอมมูนิตี้สามารถตรวจสอบได้ว่า ผู้ให้บริการเซิร์ฟเวอร์มีการเผาสตีกค้ำบ่อยแค่ไหน และหลักฐานที่ใช้ในการสแลชนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่’ นั่นหมายความว่า ‘ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ถูกปกป้อง’ ขณะที่ ‘การเซ็นเซอร์หรือการใช้อำนาจเกินขอบเขตของผู้ให้บริการ’ ยังถูกจับตามองได้ผ่านข้อมูลออนเชน

ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของแชตบอต AI ที่ใช้ LLM ความกังวลเรื่อง ‘ล็อกการใช้งานกลายเป็นหลักฐานในศาล’ หรือ ‘การรั่วไหลของข้อมูลก้อนใหญ่’ กำลังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เอกสารภายในองค์กร ข้อมูลการแพทย์ และข้อมูลการเงิน ถูกส่งเข้าไปในพรอมต์มากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้โครงสร้างปัจจุบันที่ผูกการใช้งานเข้ากับ ‘บัญชีระบุตัวตนชัดเจนและช่องทางจ่ายเงินแบบติดตัวผู้ใช้’ ถูกมองว่า ‘แทบไม่ยั่งยืนในระยะยาว’

ระบบนิเวศอีเธอเรียม(ETH) เองก็ถือเป็นสนามทดลองสำคัญของเทคโนโลยี ‘영지식증명’ และโซลูชันเพิ่มความเป็นส่วนตัวอยู่แล้ว เมื่อแนวโน้ม ‘AI เอเยนต์ หุ่นยนต์ และการชำระเงินแบบเครื่องต่อเครื่อง(M2M)’ เริ่มย้ายขึ้นมาอยู่บนบล็อกเชน ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้าน ‘การจ่ายเงินและยืนยันตัวตนที่เคารพความเป็นส่วนตัว’ จึงมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น ข้อเสนอของคราฟิสและบูเทอรินแม้ยังอยู่ในระดับ ‘งานวิจัย’ แต่ก็สะท้อนภาพทิศทางของโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ ที่เป็นจุดตัดระหว่าง LLM และบล็อกเชน ซึ่งกำลังดึงดูดสายตาในตลาดคริปโต

ท้ายที่สุด ฝั่งอีเธอเรียม(ETH) ดูจะเตรียมวางรากฐานมาตรฐาน ‘ยูสเคสเครื่องจักรเศรษฐกิจ(machine economy)’ ที่ผสาน AI เข้ากับการชำระเงินออนเชน โดยตั้งเป้า ‘คุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้’ และ ‘ป้องกันความเสี่ยงของผู้ให้บริการ’ ไปพร้อมกัน อย่างไรก็ดี ระหว่างทางยังต้องเผชิญความท้าทายด้าน ‘กฎระเบียบ ความรับผิดชอบทางกฎหมาย และการยอมรับของผู้ให้บริการเชิงพาณิชย์’ ทำให้การถกเถียงและการทดลองในประเด็นนี้มีแนวโน้มจะดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1