อีเธอเรียม(ETH) กำลังถูกจับตามองอีกครั้งว่ามีโอกาสทำ ‘V’ รูปแบบการฟื้นตัว หลังเผชิญแรงเทขายรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา ท่ามกลางสภาวะตลาดคริปโตที่ ‘ผันผวนสูง’ จากทั้งทิศทางราคา *บิตคอยน์(BTC)*, การเปลี่ยนแปลงด้าน *กฎระเบียบทั่วโลก*, กระแส *โทเคนไนซ์สินทรัพย์* และการบูรณาการ *AI กับดีไฟ(DeFi)* ที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน
นักวิเคราะห์สายออปติใหม่ยังไม่ถอย ‘อีเธอเรียม V รูปแบบรีบาวด์’
‘ทอม ลี(Tom Lee)’ จากฟันด์สแตรต(Fundstrat) มองว่าราคา *อีเธอเรียม* ตอนนี้เคลื่อนไหวใกล้ ‘โซน底’ มากกว่าจะเป็นจุดเริ่มขาลงรอบใหม่ เขาให้ความเห็นว่า ช่วงนี้ไม่ใช่เวลาปล่อยตัวเองให้ ‘ขายตามความกลัว’ แต่เป็นจังหวะมองหาโอกาสเงียบ ๆ เพื่อรอการดีดตัวแบบ ‘V รีบาวด์’ คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นหลายครั้งในอดีต เหตุผลสำคัญคือ แม้กระแสเทขายจะกระทบทั้ง *บิตคอยน์* และ *อีเธอเรียม* แต่เครือข่ายอีเธอเรียมยังเป็นโครงสร้างหลักของ *ดีไฟ, โทเคนไนซ์สินทรัพย์, อินฟราสตรักเจอร์ด้านปัญญาประดิษฐ์(AI)* อยู่เหมือนเดิม ‘ความคิดเห็น’ มุมนี้สะท้อนภาพว่า ราคากับมูลค่าพื้นฐานอาจเริ่มแยกทางกันอีกครั้ง
รัสเซียบล็อก WhatsApp สะท้อน ‘ยุคเมสเซนเจอร์แบบถูกจับตา’
ฟากกฎระเบียบ รัสเซียหันปืนใหญ่ใส่แพลตฟอร์มเมสเซนเจอร์ระดับโลกแบบตรง ๆ สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ‘วอตส์แอป(WhatsApp)’ ซึ่งเป็นบริการของเมตา(Meta) ถูกบล็อกโดเมน ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปเข้าถึงไม่ได้หากไม่ใช้ VPN หรือช่องทางเลี่ยงระบบ รัฐบาลไม่ได้อธิบายเหตุผลเชิงเทคนิคชัดเจน แต่วงการเทคโนโลยีในประเทศมองว่า เป็นความพยายามผลัก ‘แอปสื่อสารที่รัฐควบคุมได้’ ให้มาแทนแพลตฟอร์มระดับโลก
‘ความคิดเห็น’ ในชุมชนคริปโตคือ ถ้ารัฐสามารถปิดกั้นเมสเซนเจอร์ได้โดยง่าย การตามรอย ‘ที่อยู่กระเป๋าออนเชน, การจัดระเบียบเหรียญเน้นความเป็นส่วนตัว’ ก็อาจเข้มข้นขึ้นไปอีก จนใกล้เคียงรูปแบบ ‘ทุนนิยมแบบเฝ้าระวัง’ ที่หลายคนกังวล
ไทยเร่งเครื่อง ‘คริปโตเป็นสินทรัพย์อ้างอิง’ ในตลาดอนุพันธ์
ตรงกันข้ามกับแนวทางรัสเซีย ฝั่งไทยกลับเลือกเดินเกม ‘เปิดรับอย่างมีกรอบ’ หน่วยงานกำกับดูแลด้านตลาดทุนของไทยอนุญาตให้ใช้ *คริปโตเคอร์เรนซี* เป็น ‘สินทรัพย์อ้างอิง’ สำหรับผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ในประเทศ ตัวแทนจากไบแนนซ์ ไทยแลนด์(Binance Thailand) ประเมินว่า นี่คือ ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ ของวงการสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศ เพราะเป็นครั้งแรกที่คริปโตถูกวางบทบาทให้เป็น ‘ส่วนหนึ่งของโครงสร้างการเงิน’ ไม่ใช่แค่เครื่องมือเก็งกำไร
การได้สถานะเป็น *สินทรัพย์อ้างอิงของอนุพันธ์* เปิดทางให้นักลงทุนสถาบันใช้เพื่อเฮดจ์ความเสี่ยง เพิ่มโอกาสให้ทั้งตลาดสปอตและฟิวเจอร์สมีสภาพคล่องหนาขึ้นในระยะกลางถึงยาว ‘ความคิดเห็น’ ไทยกำลังแสดงให้เห็นโมเดลว่า การเปิดประตูให้คริปโตเข้าไปในระบบเดิมอย่างค่อยเป็นค่อยไป อาจสร้างสมดุลระหว่าง ‘นวัตกรรม’ และ ‘การป้องกันความเสี่ยงระบบการเงิน’ ได้ดีกว่าการห้ามโดยสิ้นเชิง
บิทาลิกเสนอโมเดล ‘AI ใช้แบบไม่เสียความเป็นส่วนตัว’ ด้วยเทคโนโลยี ZK
ฝั่งเทคโนโลยีพื้นฐาน ทีมพัฒนา *อีเธอเรียม* เองก็เดินหน้าออกแบบโมเดลความเป็นส่วนตัวในยุค AI โดย *บิทาลิก บูเตริน(Vitalik Buterin)* และหัวหน้าฝ่าย AI ของมูลนิธิอีเธอเรียม เผยรายงานเสนอโมเดลที่ทำให้ ‘คำขอเรียกใช้งาน API ของ AI’ ถูกซ่อนจากสายตาคนนอก แต่ยังคงมีระบบ ‘ลงโทษได้’ หากถูกใช้งานผิดวัตถุประสงค์
แกนหลักคือเทคโนโลยี *โพรฟแบบรู้ศูนย์ (Zero-Knowledge Proofs–ZK)* ผู้ใช้สามารถเรียกใช้โมเดลจำนวนมากน้อยเพียงใดโดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะ แต่หากมีการละเมิดกติกา เช่น ใช้งานเกินโควตา หรือใช้เพื่อจุดประสงค์ที่ผิดกฎหมาย ระบบสามารถพิสูจน์การฝ่าฝืนและบังคับมาตรการลงโทษได้โดยไม่ต้องเปิดโปงข้อมูลส่วนตัวทั้งหมด โครงสร้างนี้ถูกมองว่าเป็น ‘ชิ้นส่วนสำคัญ’ เมื่อ *AI ออนเชน, ดีไฟ และโทเคนเศรษฐกิจบนอีเธอเรียม* ถูกนำมารวมกันในระยะถัดไป
เครดิตแพลตฟอร์มกลางยังสร้างความเสี่ยง: เคส BlockFills
ช่วงที่ *บิตคอยน์* ร่วงแรงเมื่อสัปดาห์ก่อน หนึ่งในแพลตฟอร์มปล่อยกู้คริปโตอย่าง ‘บล็อกฟิลส์(BlockFills)’ เลือกใช้มาตรการสุดโต่ง ด้วยการ ‘หยุดการฝากและถอน’ ของลูกค้าชั่วคราว แต่ยังเปิดให้ปิดเปิดสถานะเทรดได้อยู่ แพลตฟอร์มอ้างว่าเป็นการปกป้องระบบและช่วยให้ตลาดนิ่งลงก่อน
อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์ ‘ล็อกเอาต์โดยไม่แจ้งล่วงหน้า’ สร้างความไม่ไว้วางใจให้ผู้ใช้งานอย่างหนัก และไปขุดความทรงจำช่วงปี 2022 ที่หลายแพลตฟอร์ม CeFi เลือกปิดถอนตอนตลาดแตก หลังเหตุการณ์เทอรา-ลูน่า ‘ความคิดเห็น’ กรณีนี้ย้ำเตือนว่า ‘ความเสี่ยงคู่สัญญา’ บนแพลตฟอร์มกึ่งศูนย์กลางยังไม่เคยหายไปไหน
สหรัฐกดดันสเตเบิลคอยน์–ดีไฟ–เอ็กซ์เชนจ์ ฝั่งกฎระเบียบเดือด
ในสหรัฐ สมรภูมินโยบายสินทรัพย์ดิจิทัลยังร้อนแรง ฝ่ายนิติบัญญัติจากพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรสออกมาตั้งคำถามต่อทิศทางการบังคับใช้กฎหมายของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(SEC) ภายใต้ ‘ประธานแอตกินส์(Atkins)’ ที่ถูกมองว่ามีแนวทาง *เป็นมิตรต่อคริปโต* ต่อเนื่องจากรัฐบาลของ ‘ประธานาธิบดีทรัมป์’
ในคำให้การต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินของสภาผู้แทนฯ เดโมแครตชี้ว่า การผ่อนคลายมาตรการกำกับด้าน *สเตเบิลคอยน์, ดีไฟ และการพิจารณาอนุญาตให้โทเคนเข้าเทรดบนเอ็กซ์เชนจ์* ทำให้สินค้าเสี่ยงสูงไหลไปหานักลงทุนรายย่อยมากเกินไป ประเด็น *“จะปกป้องนักลงทุนอย่างไรโดยไม่ฆ่านวัตกรรม”* กลับมาเป็นหัวใจของการถกเถียงทั้งในสภาและในอุตสาหกรรมอีกครั้ง
ในอีกฟากหนึ่ง กระทรวงการคลังและกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐเดินเกมแข็งต่อแพลตฟอร์ม P2P *บิตคอยน์* ที่หลบเลี่ยงกฎ AML/KYC โดยสั่งปรับ ‘แพ็กซ์ฟูล(Paxful)’ ประมาณ 4 ล้านดอลลาร์ หรือราว 57.6 พันล้านวอน โดนระบุชัดว่าบริษัทโฆษณาตัวเองว่า ‘ไม่ต้องยืนยันตัวตน’ แต่ความจริงรับรู้ความเสี่ยงและยังละเลยหน้าที่ด้านป้องกันการฟอกเงิน ปล่อยให้ธุรกรรมที่เกี่ยวพันกับอาชญากรรม อย่างค้ามนุษย์และฉ้อโกงผ่านระบบไป
‘ความคิดเห็น’ เคสนี้น่าจะถูกใช้เป็น ‘ตัวอย่างเชิงขู่’ ต่อแพลตฟอร์ม P2P และ OTC เจ้าเล็กทั่วโลก ว่าพื้นที่สีเทาด้านการกำกับกำลังหดตัวลงอย่างรวดเร็ว
อีลอน มัสก์ปักหมุด ‘X Money’ เตรียมทดสอบ ใช้คริปโตหรือไม่ยังเป็นปริศนา
ด้านแพลตฟอร์มโซเชียลและการชำระเงิน ‘อีลอน มัสก์(Elon Musk)’ ระบุว่า ระบบชำระเงินแบบบูรณาการ ‘เอ็กซ์ มันนี่(X Money)’ ที่จะผูกเข้ากับแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์เดิม) กำลังจะเปิดทดสอบภายนอกในอีก 1–2 เดือนข้างหน้า ขั้นแรกจะจำกัดพื้นที่และผู้ใช้ ก่อนขยายไปสู่การให้บริการทั่วโลก
มัสก์เคยพูดบ่อยครั้งว่าต้องการทำ X ให้กลายเป็น ‘ซูเปอร์แอป’ ที่รวมทั้งแชต การจ่ายเงิน ช้อปปิ้ง และความบันเทิงเข้าด้วยกัน แม้เขายังไม่ได้ยืนยันว่า X Money จะรองรับ *คริปโต* โดยตรงหรือไม่ แต่ด้วยประวัติการถือครอง *บิตคอยน์* ของเทสลา(TSLA) และการสนับสนุน *โดจคอยน์(DOGE)* ในอดีต ตลาดจึงคาดการณ์อย่างมีนัยว่า น่าจะมีฟังก์ชันเกี่ยวกับเหรียญดิจิทัลหรือระบบแต้มที่แปลงเชื่อมกับคริปโตอยู่ในแผนระยะถัดไป
คอยน์เบสเปิดตัว ‘กระเป๋าเงินสำหรับ AI เอเยนต์’ ปูทางสู่ยุคเทรดอัตโนมัติเต็มตัว
ฝั่งตลาดแลกเปลี่ยน ‘คอยน์เบส(Coinbase)’ เปิดตัวกระเป๋าเงินแบบใหม่ที่ออกแบบมาสำหรับ *AI เอเยนต์* ให้สามารถจัดการธุรกรรมออนเชนด้วยตัวเองภายใต้กติกาที่มนุษย์กำหนด ผู้ใช้สามารถตั้งเพดานวงเงินและขอบเขตอำนาจ AI ให้ทำงานด้าน *จัดหาสภาพคล่อง, ฝากดีไฟ, รีบาลานซ์พอร์ตอัตโนมัติ* ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คอยน์เบสอธิบายว่า สถาปัตยกรรมของกระเป๋านี้ออกแบบเพื่อให้ ‘ความสะดวก’ และ ‘การควบคุม’ อยู่ด้วยกัน โดย AI ทำงานได้เฉพาะในกรอบกติกาที่ผู้ใช้เซตไว้ คาดว่าจะรองรับทั้งอีเธอเรียมและโซลานา(SOL) รวมถึงเครือข่ายอื่น ๆ ในระยะต่อไป ชุมชนมองว่า นี่คือก้าวสำคัญในการเข้าสู่ยุคที่ ‘เอเยนต์อัตโนมัติบนบล็อกเชน’ กลายเป็นผู้เล่นเต็มตัวในตลาด
โอนโด ไฟแนนซ์–เชนลิงก์ ดัน ‘หุ้นสหรัฐแบบโทเคน’ เป็นสินทรัพย์ดีไฟ
ด้าน *โทเคนไนซ์สินทรัพย์ในโลกจริง(RWA)* โปรโตคอล โอนโด ไฟแนนซ์(Ondo Finance) ประกาศเชื่อมต่อผลิตภัณฑ์ *ETF หุ้นสหรัฐแบบโทเคน* บนเครือข่ายอีเธอเรียมเข้ากับระบบราคาบนเชนของเชนลิงก์(Chainlink·LINK) ขณะนี้มีสินทรัพย์หลักคือโทเคน SPYon (อ้างอิง SPY), QQQon (อ้างอิง QQQ) และ TSLAon (อ้างอิงเทสลา) ที่ได้รับฟีดราคาบนเชนแบบเรียลไทม์แล้ว
ผลกระทบเชิงโครงสร้างคือ โปรโตคอลดีไฟสามารถยอมรับโทเคนเหล่านี้เป็น ‘หลักประกัน’ เพื่อปล่อยกู้หรือใช้ในผลิตภัณฑ์เลเวอเรจอื่น ๆ ได้ เท่ากับว่าโมเดล ‘กู้ยืมบนฐานราคาหุ้นสหรัฐ’ กำลังถูกย้ายขึ้นสู่เครือข่ายอีเธอเรียม ต่อจากกระแสโทเคนไนซ์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่เริ่มมาก่อนหน้า ‘ความคิดเห็น’ เส้นแบ่งระหว่างตลาดทุนดั้งเดิมกับดีไฟกำลังจางหาย เมื่อสินทรัพย์ดั้งเดิมถูกแปลงเป็นโทเคนและนำมารีไซเคิลใช้ซ้ำในโลกออนเชน
บิตคอยน์สวิงแรง: จาก 7 หมื่นเหรียญ สู่ความเสี่ยงเทสต์ 6 หมื่น
ด้านราคา *บิตคอยน์* กลับมาจุดติดเรื่อง ‘ความผันผวน’ อีกครั้ง ข้อมูลออนเชนและตลาดอนุพันธ์ชี้ว่า เมื่อบิตคอยน์ดีดแตะโซน 70,000 ดอลลาร์ ถูกแรงขายกดอย่างรุนแรง ขณะที่ด้านล่างยังมี ‘ช่องว่างสภาพคล่อง’ อยู่มาก นักวิเคราะห์อนุพันธ์บางรายมองว่า ระดับ 60,000 ดอลลาร์อาจถูกทดสอบอีกครั้งในเวลาไม่นาน
บนชาร์ตเทคนิค เหรียญใหญ่หลายตัว ทั้ง *อีเธอเรียม, ไบแนนซ์คอยน์(BNB), ริปเปิล(XRP), โซลานา(SOL), โดจคอยน์(DOGE), บิตคอยน์แคช(BCH), HYPE, เอ이다(ADA), โมเนโร(XMR)* กำลังเข้าสู่ช่วงที่ราคาขยับในกรอบแคบ ๆ คล้าย ‘การบีบตัวก่อนเลือกทาง’ ซึ่งบ่งชี้ว่ากำลังสะสมพลังให้เทรนด์ใหม่ไม่ทางขึ้นก็ทางลง
ข้อมูลอัปเดตเรียลไทม์ระบุว่า ราคาบิตคอยน์ถอยลงไปใกล้ ‘ระดับต่ำสุดของปีนี้’ และกำลังทดสอบแนวรับบริเวณ 66,000 ดอลลาร์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กระแสเงินใหม่ไหลเข้าตลาดน้อย ในขณะที่แรงขายฝั่งสปอตยังมีต่อเนื่อง ทำให้ทุกครั้งที่พยายามรีบาวด์กลับขึ้นไป มักถูกขายกดจนหายไปกลางทาง พร้อมกันนั้น ตลาดอนุพันธ์ยังเห็นการวางเดิมพันสองทางอย่างดุเดือดว่าจะเกิด ‘ล้างเลเวอเรจ’ ฟากใดก่อน
ตลาดคริปโตติดกับดัก ‘ขาดโครงสร้างเครดิต–สภาพคล่องบาง’
ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างตลาดเตือนว่าปัญหาเชิงระบบที่ยังไม่ถูกแก้ของตลาดคริปโต คือ ‘การขาดระบบเครดิตที่เชื่อถือได้’ ตรงข้ามกับตลาดทุนดั้งเดิม ที่มีนายหน้าและบริการไพรเมอร์โบรกเกอร์ช่วยจัดการเครดิตและการชำระราคา ธุรกรรมคริปโตส่วนใหญ่ยังเป็นแบบ ‘ต้องวางเงินล่วงหน้า (pre-funding)’ ทำให้สภาพคล่องในตลาดบางกว่าที่ควรจะเป็นและนำไปสู่ความผันผวนที่รุนแรงเกินพื้นฐาน
เสียงเรียกร้องที่ดังขึ้นคือ ต้องมี *โครงสร้างเครดิตบนเชน* และบริการ *ไพรเมอร์โบรกเกอร์ที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ* เพื่อดึงดูดกองทุนเฮดจ์ฟันด์ขนาดใหญ่และกองทุนบำเหน็จบำนาญให้กล้าก้าวเข้าสู่ตลาดมากขึ้น
สเตเบิลคอยน์บุกโลกแรงงาน: Deel–MoonPay ให้พนักงานรับเงินเดือนเป็นเหรียญ
ในด้านกรณีใช้งานจริง แพลตฟอร์ม HR และจ่ายเงินเดือนสำหรับองค์กรอย่าง ‘ดีล(Deel)’ จับมือกับบริษัทจ่ายเงินคริปโต ‘มูนเพย์(MoonPay)’ เปิดบริการจ่ายเงินเดือนด้วย *สเตเบิลคอยน์* สำหรับลูกค้าในสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป บริษัทสามารถเลือกจ่ายเงินเดือนให้พนักงานเป็นสัดส่วนบางส่วนหรือเต็มจำนวนด้วยสเตเบิลคอยน์ และมีแผนจะขยายบริการไปยังสหรัฐในลำดับถัดไป
ท่ามกลางการทำงานระยะไกลข้ามประเทศและการจ้างฟรีแลนซ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การสามารถจ่ายค่าตอบแทนให้คนที่ ‘ไม่มีบัญชีธนาคาร’ ด้วยต้นทุนต่ำและเร็วกลายเป็นข้อได้เปรียบชัดเจน ‘ความคิดเห็น’ กรณีนี้จึงถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ *สเตเบิลคอยน์* กำลังก้าวออกจากเวทีเทรดสเปกูเลทีฟ มาสู่การใช้งานในเศรษฐกิจจริงมากขึ้น
แบล็คร็อกดันพันธบัตรโทเคนเข้ายูนิสวอป วอลล์สตรีตบุกดีไฟเต็มตัว
ฝั่งวอลล์สตรีต ‘แบล็คร็อก(BlackRock)’ ผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดในโลก ยกระดับการบุกตลาดดีไฟ ด้วยการนำกองทุนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐแบบโทเคน มูลค่ารวมราว 2.1 พันล้านดอลลาร์ มาเชื่อมกับโปรโตคอล *ยูนิสวอป(Uniswap)* ผ่านพูลสำหรับลูกค้าสถาบัน
ก่อนหน้านี้กองทุนโทเคนของแบล็คร็อกถูกใช้ภายในวงจำกัดเฉพาะนักลงทุนสถาบัน แต่เมื่อถูกนำมาวางในพูลดีไฟ มันสามารถกลายเป็น ‘หลักประกัน, สินทรัพย์เทรด, หรือฐานในการทำเลเวอเรจ’ ได้หลากหลายมากขึ้นในระบบออนเชน ก้าวนี้ถูกมองว่าเป็น ‘สัญลักษณ์’ ของการเบลอเส้นแบ่งระหว่างการเงินดั้งเดิมกับดีไฟ และอาจจุดประกายให้ผู้จัดการสินทรัพย์และธนาคารรายใหญ่อื่น ๆ ต้องเร่งตามเข้ามา
ฟองสบู่ AI–คริปโต? บทเรียนจากดอทคอมกลับมาเตือนอีกครั้ง
ในบรรยากาศที่ AI ถูกโปรโมตอย่างร้อนแรง มีเสียงเปรียบเทียบจากบางฝ่ายว่าเริ่มคล้ายช่วงโฆษณาดังกลางศึกซูเปอร์โบวล์ของยุคดอทคอม หรือช่วงฟองสบู่คริปโตที่โปรเจ็กต์คุณภาพต่ำกลับใช้สื่อประชาสัมพันธ์หนักหน่วงกว่าของจริง หาก ‘โมเดลรายได้และการสร้างกระแสเงินสดจริง’ ไม่ตามมาทัน การเก็งกำไรที่ตามกระแสโฆษณาอาจจบด้วยฉากเดิม
ในอุตสาหกรรมคริปโตเอง ปรากฏการณ์ที่ ‘โปรเจ็กต์น่าสงสัยส่งข่าวประชาสัมพันธ์มากกว่าของจริง’ ยังคงเกิดซ้ำเป็นรอบ ๆ จุดนี้ทำให้นักลงทุนระยะยาวหันกลับมาถามคำถามพื้นฐานมากขึ้นว่า โปรเจ็กต์ที่สนใจ มีรายได้จริงหรือไม่ ใช้ประโยชน์อะไรในโลกจริง หรือแค่สร้างโทเคนเพื่อขายแล้วจบ
ตลาดที่ ‘กลัวกับโลภ’ ชนกันตรงกลาง: โอกาสและความเสี่ยงเดินมาคู่กัน
เมื่อนำทุกประเด็นมาร้อยรวมกัน ทั้งความเป็นไปได้ที่ *อีเธอเรียม(ETH)* จะดีด V รูปแบบ, ความเสี่ยงที่ *บิตคอยน์(BTC)* จะเทสต์ระดับ 60,000 ดอลลาร์อีกครั้ง, แรงกดดันด้านกฎระเบียบจากสหรัฐ, การเปิดทางของไทยและการบุกดีไฟของแบล็คร็อก, การมาของ *AI เอเยนต์ออนเชน*, การจ่ายเงินเดือนด้วย *สเตเบิลคอยน์*, และกระแส *โทเคนไนซ์พันธบัตร–หุ้นสหรัฐ*
ภาพรวมที่ได้คือ ตลาดคริปโตในตอนนี้กำลังยืนอยู่บน ‘จุดตัดของความไม่แน่นอนและโอกาส’ อย่างแท้จริง *คำถามสำคัญ* คือ ในอีกไม่กี่ไตรมาสข้างหน้า น้ำหนักจะเทไปทาง ‘เส้นทางกฎระเบียบที่ชัดเจนและกรณีใช้งานบนเชนที่เติบโตจริง’ หรือไปทาง ‘ฟองสบู่โฆษณาที่รายได้จริงตามไม่ทัน’
ผลลัพธ์ของสมการนี้ มีแนวโน้มจะเป็นตัวกำหนดลักษณะของวัฏจักรตลาดคริปโตรอบถัดไป ว่าจะเป็นรอบที่ขับเคลื่อนด้วย ‘การใช้งานจริงและสภาพคล่องสถาบัน’ หรือเป็นเพียงอีกหนึ่งบทของ ‘การสวิงระหว่างความโลภและความกลัว’ แบบเดิม ๆ บนกราฟราคาเท่านั้น
ความคิดเห็น 0