อีเธอเรียม(ETH) ร่วงกว่า 30% ในรอบเดือน แต่สัญญาณ ‘V-Shape Rebound’ ยังไม่จบ?
อีเธอเรียม(ETH) แม้จะร่วงลงมากกว่า 30% ภายในช่วง 30 วันที่ผ่านมา แต่มุมมองจากนักวิเคราะห์หลายรายยังเชื่อว่า ราคามีโอกาสสร้าง ‘V-Shape ฟื้นตัวแรง’ อีกครั้ง โดยอ้างอิงจากประวัติย้อนหลังตั้งแต่ปี 2018 ที่อีเธอเรียมเคยเผชิญการปรับฐานหนักเกิน 50% ถึง 8 ครั้ง และทุกครั้งราคากลับดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในลักษณะคล้ายเดิม
‘ทอม ลี’ มองโซนนี้คล้ายปี 2018·2022·2025 ช่วงทำฐานใหญ่
เมื่อวันที่ 6 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานจากเวทีสัมมนาในฮ่องกง ทอม ลี หัวหน้าฝ่ายวิจัยจากฟันด์สแตรท(Fundstrat) ระบุว่า “นักลงทุนจำนวนมากกำลังรู้สึกท้อแท้ แต่หากย้อนดูตั้งแต่ปี 2018 อีเธอเรียมเคยร่วงเกิน 50% แล้วถึง 8 ครั้ง”
เขายกตัวอย่างว่า “ปีที่แล้ว อีเธอเรียมร่วงลงถึง 64% ช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม แต่ทั้ง 8 ครั้งที่ผ่านมา ราคามักจะสร้าง ‘V-Shape Bottom’ ฟื้นตัวขึ้นมาแทบจะด้วยความเร็วใกล้เคียงกับจังหวะที่ร่วงลงไป” พร้อมย้ำว่า ‘ตอนนี้โครงสร้างพื้นฐานไม่ได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ’
คำกล่าวของลีตั้งอยู่บน ‘แพทเทิร์น’ การเคลื่อนไหวของอีเธอเรียมที่มักจะดิ่งแรงในระยะสั้น ก่อนจะรีบาวด์กลับด้วยความเร็วสูงใกล้เคียงกัน ทั้ง 8 ช่วงใหญ่ในอดีตต่างมีลักษณะร่วงลงแบบเส้นเกือบตรงและดีดขึ้นในจังหวะเดียวกัน ซึ่งทำให้เขามองว่า การปรับฐานรอบนี้อาจยังอยู่ในกรอบพฤติกรรมเดิม
“เข้าใกล้ ‘ฐานสมบูรณ์’ ขายหรือถือ? หรือควรมองหาโอกาส”
ด้านนักวิเคราะห์เทคนิคชื่อดัง ทอม ดีมาร์ก ใช้วิเคราะห์เชิงโครงสร้างราคาและออนเชน พร้อมเสนอระดับ 1,890 ดอลลาร์ (ราว 2.717 ล้านบาท) เป็นแนวรับสำคัญที่อาจกลายเป็นโซน ‘ฐานราคา’ ของรอบนี้ อย่างไรก็ตาม เขามองว่า ราคามีโอกาสหลุดต่ำกว่าระดับดังกล่าว 2 ครั้งในลักษณะ ‘อันเดอร์คัท(undercut)’ ก่อนที่ฐานจริงจะถูกยืนยันอย่างสมบูรณ์
สำหรับทอม ลี เขามองบริเวณนี้ว่าเป็น ‘ฐานสมบูรณ์(perfected bottom)’ และระบุว่า “ตอนนี้อีเธอเรียมอยู่ใกล้กับบริเวณทำฐานมากแล้ว” พร้อมเปรียบเทียบว่าช่วงนี้คล้ายกับบรรยากาศในปี 2018 ช่วงครึ่งหลัง, ปี 2022 ช่วงฤดูใบไม้ร่วง และช่วงเดือนเมษายน 2025
เขากล่าวเพิ่มเติมว่า ‘เมื่อราคาปรับลงมาแล้วมากพอ เราไม่ควรหวาดกลัวจุดต่ำสุดมากกว่าจำเป็น แต่ควรเริ่มคิดว่าตรงนี้มี ‘โอกาส’ อะไรที่เรามองข้ามอยู่’
อีเธอเรียมร่วง 37% ภายใน 30 วัน แต่ยังไม่หลุดจุดต่ำสุดของปี
ข้อมูลจากเทรดดิ้งวิว(TradingView) ระบุว่า เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ (เวลาท้องถิ่น) ราคาอีเธอเรียมบนโคอินเบส(Coinbase) ร่วงลงไปแตะ 1,760 ดอลลาร์ (ราว 2.531 ล้านบาท) ถือเป็นการปรับฐานลงมาหนักเมื่อเทียบกับจุดสูงสุดตั้งแต่ต้นปี แต่ยังไม่หลุดระดับต่ำสุดของปี 2025 ที่เคยลงไปบริเวณช่วง 1,400 ดอลลาร์ (ราว 2.014 ล้านบาทต้น ๆ)
ในแง่เทคนิค อีเธอเรียมยังไม่สามารถยืนเหนือแนว 2,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 2.878 ล้านบาท) ได้อย่างมั่นคง ขณะที่ช่วงเขียนบทความ ราคาซื้อขายเคลื่อนไหวราว 1,970 ดอลลาร์ (ประมาณ 2.835 ล้านบาท) ทำให้ตลอด 30 วันที่ผ่านมา ราคาปรับลงไปราว 37% ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนระยะสั้นอยู่ในภาวะซบเซาและความเชื่อมั่นหดตัวอย่างชัดเจน
สเตกกิ้งคิวท์ 71 วัน ‘ยาวสุดในประวัติการณ์’ สะท้อนภาวะล็อกซัพพลายเร่งตัว
สวนทางกับ ‘ราคา’ ที่อ่อนตัวต่อเนื่อง ตัวเลขบนออนเชนกลับสะท้อนว่า ความต้องการสเตกกิ้งอีเธอเรียมกำลังแข็งแรงขึ้น บริการมอนิเตอร์คิวของผู้ตรวจสอบธุรกรรมอย่างวาลิเดเตอร์คิว(ValidatorQueue) ระบุว่า ขณะนี้ระยะเวลารอเข้า ‘สเตกกิ้ง’ ของอีเธอเรียมนานถึง 71 วัน ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เปิดระบบมา และมีอีเธอเรียมรอคิวเข้าร่วมเป็นวาลิเดเตอร์รวมกว่า 4 ล้าน ETH
อัตราส่วนสเตกกิ้งต่อปริมาณอีเธอเรียมทั้งหมดเพิ่มขึ้นแตะราว 30.3% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ นั่นหมายความว่ามีอีเธอเรียมประมาณ 36.7 ล้าน ETH ถูกนำไปล็อกไว้ในกระบวนการตรวจสอบเครือข่าย ส่งผลให้เหรียญส่วนนี้ ‘หายไป’ จากตลาดหมุนเวียนในทางปฏิบัติ
“1 ใน 3 ของอีเธอเรียมอยู่นอกตลาด – 7.4 พันล้านดอลลาร์ที่ถูกล็อกบอกอะไรเรา”
นักวิเคราะห์คริปโต ‘มิลค์ โรด(Milk Road)’ ชี้ว่า ปัจจุบันราว 1 ใน 3 ของอีเธอเรียมทั้งหมดอยู่ในสภาวะ ‘ไร้สภาพคล่อง’ เพราะถูกนำไปสเตกกิ้งโดยได้ผลตอบแทนราวปีละ 2.83% ซึ่งถือว่าไม่ได้หวือหวาสำหรับโลกคริปโตที่เคยคุ้นกับผลตอบแทนสูงกว่าตลาดการเงินดั้งเดิมพอสมควร
‘คำถามคือ ทำไมคนยังยอมรับผลตอบแทนระดับนี้?’ เขาตั้งข้อสังเกตพร้อมตอบว่า ‘แม้ผลตอบแทนจะไม่จัดว่าหวือหวา แต่ผู้คนก็ยังยอมเข้าคิวเพื่อฝากอีเธอเรียมของตัวเอง’
มิลค์ โรดประเมินว่า การล็อกอีเธอเรียมคิดเป็นมูลค่ารวมราว 7.4 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.06486 ล้านล้านบาท) ในช่วงที่ราคากำลังปรับฐานแบบนี้ ‘คำ’ การนำสินทรัพย์ไปล็อกระยะยาวจำนวนมากเช่นนี้ ‘ไม่เหมือนพฤติกรรมเก็งกำไรระยะสั้น’ แต่สะท้อนว่า ผู้เล่นในตลาดเริ่มมองอีเธอเรียมเป็นสินทรัพย์สำหรับถือยาวและค่อย ๆ ‘ปักหลัก(settling in)’ มากขึ้น
“ความคิดเห็น” มุมมองนี้บ่งชี้ว่าการถือครองอีเธอเรียมกำลังเคลื่อนจากสายเทรดสั้นไปสู่สายสะสมระยะยาว ที่ให้ความสำคัญกับบทบาทเชิงโครงสร้างของเครือข่ายมากกว่าความแกว่งของราคาในแต่ละวัน
ตลาดอีเธอเรียม: ราคาปรับฐานลึก แต่โครงสร้างอุปทานหดตัวต่อเนื่อง
หากมองจากกราฟราคาอย่างเดียว อีเธอเรียมกำลังอยู่ในช่วง ‘พักฐานลึก’ แต่หากมองจากข้อมูลออนเชน โดยเฉพาะตัวเลขสเตกกิ้ง จะเห็นอีกภาพหนึ่งคือ ภาวะ ‘ซัพพลายหดตัวเชิงโครงสร้าง’ ที่เริ่มชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ
‘คำ’ แพทเทิร์น ‘V-Shape Rebound’ จำนวน 8 ครั้งที่ทอม ลียกมาเป็นตัวอย่าง ร่วมกับข้อเท็จจริงที่ว่าเกือบ 1 ใน 3 ของอีเธอเรียมทั้งหมดถูกล็อกอยู่บนเครือข่ายในระยะยาว กลายเป็นตัวแปรสำคัญของสมดุลอุปสงค์–อุปทานในมุมมองกลาง–ยาว
อย่างไรก็ดี การที่อดีตเคยเกิด V-Shape ไม่ได้การันตีว่ารอบนี้จะซ้ำรอยเหมือนเดิม ปัจจัยอย่างภาวะเศรษฐกิจมหภาค ท่าทีหน่วยงานกำกับดูแล กิจกรรมบนออนเชน ไปจนถึงการแข่งขันจากดีแอป(DApp) และเลเยอร์อื่น ๆ ยังเป็นตัวแปรที่อาจยืด–หดระยะเวลาปรับฐานได้ตลอดเวลา
“ความคิดเห็น” สำหรับนักลงทุน การตัดสินใจในช่วงนี้อาจต้องถอยออกมาดู ‘ภาพรวมของเครือข่าย’ มากกว่ากราฟระยะสั้นเพียงอย่างเดียว ทั้งระดับการใช้งานอีเธอเรียม ค่าธรรมเนียมเชิงโครงสร้าง แนวโน้มสเตกกิ้ง รวมถึงทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยี ล้วนเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าการปรับฐานรอบนี้จะกลายเป็น ‘โอกาสสะสม’ หรือเพียงแค่จุดพักตัวก่อนลงต่อสำหรับรอบนี้ของอีเธอเรียม(ETH)
ความคิดเห็น 0